วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เอลนีโญ



เอลนีโญ
 ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา  http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17
ความนำ
เอลนีโญ เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์ มีหลักฐานแสดงว่าเอลนีโญได้เกิดขึ้นนานนับพันปีมาแล้ว แม้แต่เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2525 – 2526 ซึ่งรุนแรงมากก็ยังไม่ได้ถูกกล่าวขานว่าเป็นเอลนีโญจนกระทั่งปรากการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วหลายเดือน เนื่องจากปรากฏการณ์นี้เป็นต้นเหตุให้เกิดผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลกอย่างรุนแรง เช่น อเมริกาเหนือประสบกับสภาพอากาศที่ผิดปกติอย่างมากตลอดปี 2526 ออสเตรเลียประสบกับสภาวะความแห้งแล้งมากและเกิดไฟป่าเผาผลาญ ประเทศใกล้ ๆ ทะเลทรายสะฮาราประสบกับความแห้งแล้งที่เลวร้ายมากที่สุดช่วงหนึ่ง และลมมรสุมในมหาสมุทรอินเดียอ่อนกำลังลงมาก ประมาณว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่ระหว่าง 8 - 13 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสูญเสียชีวิตประมาณ 2,000 คน
ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ได้มีการลงทุนจำนวนมากในการตรวจวัดอากาศและการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนขีดความ สามารถในการพยากรณ์ปรากฏการณ์นี้ จนกระทั่ง 10 ปีสุดท้ายจึงได้มีความเข้าใจถึงการเกิดและการคงอยู่ของเอลนีโญ อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ได้มีการใส่ความสัมพันธ์ระหว่างกันของบรรยากาศ และมหาสมุทรที่สลับซับซ้อนและจำนวนข้อมูลอันมหาศาลเข้าไปในแบบจำลองเพื่อทำ การพยากรณ์ ปรากฏการณ์เอลนีโญ
ใน ระยะหลังตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา เอลนีโญได้เกิดบ่อยครั้งขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงสมควรที่จะทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ผลกระทบ และข่าวสารเกี่ยวกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 – 2541 โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสารขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก แหล่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศหลัก ๆ หลายศูนย์ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน รวมถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายได้ทราบถึงปัญหาที่เกิดจากปรากฏ การณ์เอลนีโญ

ความหมายของเอลนีโญ
เอ ลนีโญ มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มบุคคล ในภาษาสเปน คำว่าเอลนีโญ (el niño) หมายถึง เด็กชายเล็ก ๆ แต่หากเขียนนำด้วยอักษรตัวพิมพ์ใหญ่ เอลนีโญ (El Niño) หมายถึง ทารกพระเยซูคริสต์ สำหรับชาวเปรูจะมีความหมายเพิ่มเติม คือ หมายถึงกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งเปรูลงไปทางใต้ทุก 2 – 3 ปี หรือกว่านั้น และได้ตั้งชื่อกระแสน้ำอุ่นนี้ว่าเอลนีโญก่อนเริ่มศตวรรษที่ 20 โดยเริ่มรู้จักและสังเกตเห็นครั้งแรกประมาณปี ค.ศ. 1892 การที่ตั้งชื่อว่า เอลนีโญ เนื่องจากจะมีน้ำอุ่นปรากฏอยู่ตามชายฝั่งเปรูเป็นฤดู ๆ โดยเริ่มประมาณช่วงคริสต์มาส (ช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ซึ่งตรงกับช่วงฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ) น้ำอุ่นนี้จะไหลเข้าแทนที่น้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนานประมาณ 2 – 3 เดือน (โดยปกติแล้วตามชายฝั่งเปรูจะมีน้ำเย็นปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากขบวนการไหลขึ้นของน้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรขึ้นมายังผิวน้ำ ซึ่งทำให้น้ำเย็นอันอุดมไปด้วยธาตุอาหารไหลขึ้นมายังผิวน้ำ)
บาง ครั้ง น้ำอุ่นที่ปรากฏเป็นระยะ ๆ ตามชายฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์ อาจจะคงอยู่นานเกินกว่า 2 – 3 เดือน ซึ่งบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามไปปีถัดไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งซึ่งเกี่ยวข้องกับปลา นกที่กินปลาเป็นอาหาร และกิจกรรมที่เกี่ยวกับการประมงและเกษตรกรรม ฝนที่ตกหนักเนื่องจากเอลนีโญทางเอกวาดอร์ใต้และเปรูเหนือบางครั้งทำให้เกิด ความเสียหายในหลาย ๆ เมือง
ประมาณกลางทศวรรษ 1970 มีคำจำกัดความเกี่ยวกับเอลนีโญมากมาย และประมาณปลายทศวรรษ 1990 หลายสิบคำจำกัดความของเอลนีโญตั้งแต่ง่าย ๆ จนถึงซับซ้อนปรากฏอยู่ในบทความและหนังสือด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป ดังตัวอย่างของคำจำกัดความ เอลนีโญ คือ ช่วง 12 ถึง 18 เดือนที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทางครึ่งซีกด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอุ่นกว่าปกติ เป็นต้น เอลนีโญที่มีขนาดปานกลางหรือรุนแรงจะเกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ เฉลี่ยประมาณ 5 – 6 ปีต่อครั้ง
แม้ ว่าที่ผ่านมาเอลนีโญจะมีความหมายมากมาย แต่ความหมายอันเป็นที่รับรู้และเข้าใจกันโดยทั่วไปในปัจจุบันคือการอุ่นขึ้น อย่างผิดปกติของน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งเกิดจากการอ่อนกำลังลงของลมค้า (trade wind) คำจำกัดความของเอลนีโญแม้จะมีมากมายแต่ลักษณะบางอย่างซึ่งเป็นลักษณะปกติของ เอลนีโญจะปรากฏให้เห็น คือ
·      การอุ่นขึ้นผิดปกติของผิวน้ำทะเล
·      กระแสน้ำอุ่นที่ไหลลงทางใต้ตามชายฝั่งประเทศเปรู
·      เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นทางด้านตะวันออก และตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
·      ปรากฏตามชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ และเปรูเหนือ (บางครั้งประเทศชิลี)
·      เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเล
·      เกิดร่วมกับการอ่อนกำลังลงของลมค้าที่พัดไปทางทิศตะวันตกบริเวณแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
·      เวียนเกิดซ้ำแต่ช่วงเวลาไม่สม่ำเสมอ 
·      เกิดแต่ละครั้งนาน 12 – 18 เดือน
การเกิดเอลนีโญ
ตาม ปกติเหนือน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนหรือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรจะ มีลมค้าตะวันออกพัดปกคลุมเป็นประจำ ลมนี้จะพัดพาผิวหน้าน้ำทะเลที่อุ่นจากทางตะวันออก (บริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์ เปรู และชิลีตอนเหนือ) ไปสะสมอยู่ทางตะวันตก (ชายฝั่งอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย) ทำให้บรรยากาศเหนือบริเวณแปซิฟิกตะวันตกมีความชื้นเนื่องจากขบวนการระเหย (Glantz, 2001) และมีการก่อตัวของเมฆและฝนบริเวณตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเกาะอยู่ในแปซิฟิกตะวันตก (รูปที่ 1) ขณะที่ทางตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรมีการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่าง ขึ้นไปยังผิวน้ำและทำให้เกิดความแห้งแล้งบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้ แต่เมื่อลมค้าตะวันออกมีกำลังอ่อนกว่าปกติ ลมที่พัดปกคลุมบริเวณด้านตะวันออกของปาปัวนิวกินี (ปาปัวนิวกินี คือ เกาะที่ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรทางแปซิฟิกตะวันตกเหนือทวีปออสเตรเลีย) จะเปลี่ยนทิศทางจากตะวันออกเป็นตะวันตก ทำให้เกิดคลื่นใต้ผิวน้ำพัดพาเอามวลน้ำอุ่นที่สะสมอยู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตก ไปแทนที่น้ำเย็นทางแปซิฟิกตะวันออก เมื่อมวลน้ำอุ่นได้ถูกพัดพาไปถึงแปซิฟิกตะวันออก (บริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์) ก็จะรวมเข้ากับผิวน้ำ ทำให้ผิวหน้าน้ำทะเลบริเวณนี้อุ่นขึ้นกว่าปกติ และน้ำอุ่นนี้จะค่อย ๆ แผ่ขยายพื้นที่ไปทางตะวันตกถึงตอนกลางของมหาสมุทร ส่งผลให้บริเวณที่มีการก่อตัวของเมฆและฝนซึ่งปกติจะอยู่ทางตะวัน ตกของมหาสมุทรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่บริเวณตอนกลางและตะวันออก (รูปที่ 2) บริเวณดังกล่าวจึงมีฝนตกมากกว่าปกติ ในขณะที่แปซิฟิกตะวันตกซึ่งเคยมีฝนมากจะมีฝนน้อยและเกิดความแห้งแล้ง
 
 
การเกิดเอลนีโญส่วนมากน้ำที่อุ่นผิดปกติจะปรากฏครั้งแรกบริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และเปรูในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม แต่เอลนีโญที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งอาจจะแตกต่างไปจากรูปแบบปกติดังกล่าวนี้ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดเช่นนี้เสมอไป ดังตัวอย่างเช่น เอลนีโญปี พ.ศ. 2525 – 2526 อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้เริ่มอุ่นขึ้นช้ากว่ารูปแบบปกติหลายเดือน (Glantz et al., 1987)
การตรวจจับเอลนีโญ
จาก เอลนีโญขนาดรุนแรงในปี 2525 – 2526 ทำให้เกิดแผนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อติดตาม ตรวจวัดและวิจัยปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้น คือแผนงานมหาสมุทรเขตร้อนและบรรยากาศโลก (Tropical Ocean and Global Atmosphere – TOGA) ซึ่งได้ดำเนินการระหว่างปี 2528 - 2537 ภายใต้แผนงานการวิจัยภูมิอากาศโลก จากการศึกษาและวิจัยของ TOGA พบว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตรวจจับได้จากหลายวิธี รวมถึงจากดาวเทียม ทุ่นลอยที่อยู่กับที่ ทุ่นลอยที่เคลื่อนที่ การวิเคราะห์ระดับน้ำทะเล เป็นต้น ระบบการตรวจวัดเพื่อการวิจัยนี้ปัจจุบันได้เข้าสู่ระบบการตรวจวัดภูมิอากาศ ทางภาคปฎิบัติแล้ว โดยข้อมูลจากระบบการตรวจวัดภูมิอากาศนี้ได้ใช้ป้อนเข้าไปในแบบจำลองระหว่าง บรรยากาศและมหาสมุทรของโลกเพื่อทำการคาดหมายเอลนีโญ ส่วนแบบจำลองอื่น ๆ ได้ใช้ในการวิจัยเพื่อให้เข้าใจถึงเอลนีโญได้ดีและมากยิ่งขึ้น สำหรับการคาดหมายนั้นมักจะใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วย งานที่ทำการคาดหมายการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ เช่น ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศ ประเทศสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น
ขนาดของเอลนีโญ
 ดัชนีชี้วัดขนาดของเอลนีโญที่สำคัญและชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ว่าจะทางตะวันออกหรือตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร อุณหภูมิยิ่งสูงกว่าปกติมากเท่าไร ปรากฏการณ์ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากรูปที่ 3 ซึ่งแสดงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ต่างจากปกติในช่วงเอลนีโญที่รุนแรงมาก 2 ครั้ง คือ เมื่อ พ.ศ. 2525 – 2526 และ พ.ศ. 2540 – 2541
นัก วิทยาศาสตร์ได้แบ่งขนาดของเอลนีโญออกเป็น อ่อนมาก อ่อน ปานกลาง รุนแรง หรือรุนแรงมาก จากการศึกษาของ Quinn et al. (1987, p.14453) กล่าวไว้ว่า ปรากฏการณ์ยิ่งมีความรุนแรงมากเท่าไร ปริมาณความเสียหาย การถูกทำลาย และมูลค่าความเสียหายยิ่งสูงมากเท่านั้นพวกเขาได้อธิบายถึงความรุนแรงโดยผนวกเอาการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของมหาสมุทร กับผลกระทบที่เกิดขึ้นบนพื้นทวีปเข้าด้วยกันดังนี้
·  ขนาดรุนแรงมาก ปริมาณฝนสูงมากที่สุด มีน้ำท่วม และเกิดความเสียหายในประเทศเปรู มีบางเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติมากกว่า 7 o ซ.
·  ขนาดรุนแรงปริมาณฝนสูงมาก มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง มีรายงานความเสียหายในประเทศเปรู มีหลายเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเล บริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติ 3 – 5 o ซ.
·  ขนาดปานกลางปริมาณฝนสูงกว่าปกติ มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศเปรูอยู่ในระดับต่ำ โดยทั่ว ๆ ไปอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้จะสูงกว่าปกติ 2 – 3 o ซ.
นอก จากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่นำมาใช้กำหนดขนาดของเอลนีโญ ซึ่งรวมถึงตำแหน่งของแอ่งน้ำอุ่น (warm pool) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร บริเวณพื้นผิวมหาสมุทรซึ่งปกคลุมด้วยแอ่งน้ำอุ่นที่ผิดปกติ หรือความลึก (ปริมาตร) ของแอ่งน้ำอุ่นนั้น ยิ่งแอ่งน้ำอุ่นมีอาณาบริเวณกว้างและมีปริมาตรมากปรากฏการณ์จะยิ่งมีความ รุนแรงเพราะจะมีความร้อนมหาศาลซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศเหนือบริเวณนั้น ในกรณีที่เอลนีโญมีกำลังอ่อนบริเวณน้ำอุ่นมักจะจำกัดวงแคบอยู่เพียงแค่ชาย ฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ แต่กรณีเอลนีโญขนาดรุนแรงบริเวณที่มีน้ำอุ่นผิดปกติจะแผ่กว้างปกคลุมทั่ว ทั้งตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
สถิติการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
ในระยะ 50 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 – 2543) มีปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้น 15 ครั้ง ดังนี้
Despulator005.jpg
ผลกระทบของเอลนีโญ
 ใน ช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ การก่อตัวของเมฆและฝนเหนือน่านน้ำบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลดลง (Wright et al., 1985) และจะขยับไปทางตะวันออก ทำให้บริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร รวมทั้งประเทศเปรูและเอกวาดอร์มีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย (Rasmusson and Carpenter, 1982) ขณะที่มีความแห้งแล้งเกิดขึ้นที่นิวกินี (Nicholls, 1974) และอินโดนีเซีย (Quinn et al., 1978) อีกทั้งบริเวณเขตร้อนของออสเตรเลีย (พื้นที่ทางตอนเหนือ) มักจะเริ่มฤดูฝนล่าช้า (Nicholls, 1984) นอกจากพื้นที่บริเวณเขตร้อนแล้วเอลนีโญยังมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความ ผิดปกติของภูมิอากาศในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลด้วย เช่น ความแห้งแล้งทางตอนใต้ของแอฟริกา จากการศึกษาเอลนีโญที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนักวิทยาศาสตร์พบว่าในฤดูหนาวและฤดู ร้อนของซีกโลกเหนือ (ระหว่างเดือนธันวาคม กุมภาพันธ์ และ เดือนมิถุนายน สิงหาคม) รูปแบบของฝนและอุณหภูมิหลายพื้นที่ผิดไปจากปกติ เช่น ในฤดูหนาวบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของแอฟริกาและตอนเหนือของประเทศบราซิลแห้ง แล้งผิดปกติ ขณะที่ทางตะวันตกของแคนาดา อลาสก้า และตอนบนสุดของอเมริกามีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ส่วนบางพื้นที่บริเวณกึ่งเขตร้อนของอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ (บราซิลตอนใต้ถึงตอนกลางของอาร์เจนตินา) มีฝนมากผิดปกติ (รูปที่ 4)
Despulator006.jpg
นอก จากเอลนีโญจะมีผลกระทบต่อรูปแบบของฝนและอุณหภูมิแล้วยังมีอิทธิพลต่อการเกิด และการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อนอีกด้วย โดยปรากฏการณ์เอลนีโญไม่เอื้ออำนวยต่อการก่อตัวและการพัฒนาของพายุหมุนเขต ร้อนในมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้พายุหมุนเขตร้อนในบริเวณดังกล่าวนี้ลดลง ในขณะที่บริเวณด้านตะวันตกของประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกามีพายุพัดผ่าน มากขึ้น ส่วนพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกที่มีการก่อตัวทาง ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์มักมีเส้นทางเดินของพายุขึ้นไปทางเหนือ มากกว่าที่จะเคลื่อนตัวมาทางตะวันตกผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้
ผลกระทบของเอลนีโญต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย
จาก การศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทยในปีเอลนีโญ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ค่า composite percentile ของปริมาณฝน และ composite standardized ของอุณหภูมิในปีเอลนีโญ จากข้อมูลปริมาณฝนและอุณหภูมิรายเดือน ในช่วงเวลา 50 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ถึง 2543 พบว่า ในปีเอลนีโญปริมาณฝนของประเทศไทยส่วนใหญ่ต่ำกว่าปกติ (rainfall Index น้อยกว่า 50) โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน และพบว่าเอลนีโญขนาดปานกลางถึงรุนแรงมีผลกระทบทำให้ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติมาก ขึ้น สำหรับอุณหภูมิ ปรากฏว่าสูงกว่าปกติทุกฤดูในปีเอลนีโญ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝน และสูงกว่าปกติมากขึ้นในกรณีที่เอลนีโญมีขนาดปานกลางถึงรุนแรง อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าในช่วงกลางและปลายฤดูฝน ไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับสภาวะฝนในปีเอลนีโญได้ชัดเจน นั่นคือ ปริมาณฝนของประเทศไทยมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งสูงกว่าปกติและต่ำกว่าปกติหรือ อาจกล่าวได้ว่าช่วงกลางและปลายฤดูฝนเป็นระยะที่เอลนีโญมีผลกระทบต่อปริมาณฝน ของประเทศไทยไม่ชัดเจน
จากผลการศึกษาพอสรุปได้กว้าง ๆ ว่าหากเกิดเอลนีโญ ปริมาณฝนของประเทศไทยมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะฤดูร้อนและต้นฤดูฝน ในขณะที่อุณหภูมิของอากาศจะสูงกว่าปกติ เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เอลนีโญมีขนาดรุนแรง ผลกระทบดังกล่าวจะชัดเจนมากขึ้น
ข่าวสารเกี่ยวกับเอลนีโญ พ.ศ. 2540 – 2541
1. สภาวะทั่วไปของเอลนีโญ พ.ศ. 2540 – 2541
 เอ ลนีโญที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2540 – 2541 เป็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดที่เคยมีการตรวจวัดมา มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีอุณหภูมิที่สูงกว่าทุกครั้ง เอลนีโญครั้งนี้พัฒนารวดเร็วมากทั่วทั้งตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทร แปซิฟิกเขตร้อนช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2540 และได้มีกำลังแรงสูงที่สุดในเดือนมิถุนายน 2540 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2540 เอลนีโญนี้มีกำลังแรงยิ่งกว่าเอลนีโญที่เกิดในปี พ.ศ. 2525 – 2526 โดยมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าปกติทั่วทั้งตอนกลางและตะวันออกของ แปซิฟิก 2 – 5 o ซ. อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงเกินกว่า 28 o ซ. ทั่วทั้งตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรโดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540
ประมาณ วันที่ 8 มกราคม 2541 ปริมาตรของบริเวณแอ่งน้ำอุ่นลดลงไปประมาณ 40 เปอร์เซนต์นับตั้งแต่ที่มีปริมาตรสูงสุดตอนต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ผิวหน้าแอ่งน้ำอุ่นในแปซิฟิกก็ยังมีอาณาบริเวณกว้าง ขนาดประมาณ 1.5 เท่าของประเทศสหรัฐอเมริกา แอ่งน้ำอุ่นนี้มีพลังงานมหาศาลจนกระทั่งผลกระทบต่อรูปแบบของภูมิอากาศโลกยัง คงปรากฏต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2541 ผลกระทบด้านความร้อนของเอลนีโญนี้เป็นตัวการหลักที่ทำให้อุณหภูมิผิวพื้น เฉลี่ยทั่วโลกในปี พ.ศ. 2540 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี (พ.ศ. 2503 – 2533) ประมาณ 0.44 oซ. และในปี 2541 ปรากฏว่าอุณหภูมิผิวพื้นโลกยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยและสูงมากกว่าปี 2540 จึงนับว่าปี พ.ศ. 2541 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในศตวรรษที่ 20
ได้ มีการกล่าวว่าไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซียและก่อให้เกิดหมอกควันไฟ ปกคลุมบางบริเวณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2540 นั้น เป็นส่วนหนึ่งจากผลกระทบของเอลนีโญ
2.  ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี พ.ศ. 2540
(2.1) ภูมิภาคที่ได้รับความแห้งแล้ง
 ตอนเหนือและตะวันออกของออสเตรเลีย ช่วงเดือนเมษายน พฤศจิกายน 2540 บริเวณตอนเหนือและตะวันออกของทวีปมีฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ ทำให้เกิดความแห้งแล้งทั่วบริเวณ ประกอบกับช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ จึงก่อให้เกิดไฟป่าขึ้นในบริเวณรัฐวิคตอเรียและนิวเซ้าต์เวลส์เป็นเวลาหลายสัปดาห์
ตอนใต้ของแอฟริกาตะวันตก มีฝนต่ำกว่าปกติตั้งแต่เดือนกรกฎาคมพร้อมกับฤดูฝนได้เริ่มช้ากว่าปกติ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณที่ได้รับความแห้งแล้งมากโดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมตุลาคม ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไนและปาปัวนิวกินี และได้เกิดไฟป่าในอินโดนีเซีย และรัฐซาราวัคของมาเลเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึงปลายปี 2540 บริเวณอื่น ๆ ที่ได้รับความแห้งแล้งคือ ประเทศไทย บางส่วนของพม่า ลาว เขมรและเวียดนาม
สหรัฐอเมริกาตะวันออก แห้งแล้งช่วงเดือนเมษายน ตุลาคม ต่อจากนั้นเป็นฤดูหนาวที่หนาวน้อย
อเมริกากลาง มีสภาพอากาศแล้งปกคลุมช่วงเดือนมิถุนายน ตุลาคม
ตอนเหนือของอเมริกาใต้ มีอากาศร้อนและแห้งแล้งในช่วงครึ่งหลังของปี

(2.2) ภูมิภาคที่ได้รับฝนมากหรือน้ำท่วม
คาบสมุทรอินเดีย มีฝนตกชุกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมต่อเนื่องเกือบตลอดจนถึงสิ้นปี บริเวณนี้ ได้แก่ประเทศอินเดีย บังคลาเทศ เนปาลและศรีลังกา
แอฟริกาตะวันออก ได้รับฝนชุกมากในช่วงตุลาคมธันวาคม ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักโดยเฉพาะบริเวณประเทศเคนยา อูกานดา รวันดาและตอนเหนือของแทนซาเนีย
อเมริกาใต้ ตอนกลางและตอนใต้ของอเมริกาใต้ส่วนมากมีฝนสูงกว่าค่าปกติมากช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิ้นปี บางบริเวณของชิลีตอนกลางได้รับฝนภายใน 1 วัน เท่ากับปริมาณฝนรวมเฉลี่ยของทั้งปี และบริเวณชายฝั่งทางใต้ของเอควาดอร์และทางเหนือของเปรู ได้รับฝนชุกมากและก่อให้เกิดน้ำท่วมช่วงเดือนพฤศจิกายนธันวาคม
อเมริกาเหนือ มีฝนตกชุกและเกิดน้ำท่วมเป็นบางบริเวณจากทางรัฐแคลิฟอร์เนียพาดไปทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาถึงบริเวณรัฐฟลอริดาในระยะครึ่งหลังของปี 2540
(2.3) ผลกระทบที่มีต่อการเกิดพายุหมุนเขตร้อน
พายุ หมุนเขตร้อน คือพายุที่ก่อตัวเหนือมหาสมุทรในเขตร้อน มีความรุนแรง 3 ระดับคือพายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อนและไต้ฝุ่น (ถ้าเกิดทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือและในทะเลจีนใต้เรียกไต้ฝุ่น แต่ถ้าเกิดในมหาสมุทรแอตแลนติคเหนือจะเรียกว่าพายุเฮอร์ริเคน)
มหาสมุทรแอตแลนติค เอลนีโญทำให้พายุที่มีความรุนแรงระดับพายุโซนร้อนและพายุเฮอร์ริเคนที่เกิด ทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติคมีจำนวนลดลงค่อนข้างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2540 มีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น 7 ลูก (ปกติประมาณ 9 ลูก) และที่รุนแรงเป็นพายุเฮอร์ริเคนจำนวน 3 ลูก (ปกติประมาณ 6 ลูก) และโดยรวมแล้วพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในฤดูพายุหมุนเขตร้อนในแอตแลนติ คเหนือ ปี 2540 เกิดขึ้นเพียง 52 % ของค่าปกติเท่านั้น ผลกระทบของเอลนีโญต่อการเกิดพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแอตแลนติคปรากฏชัดที่ สุดระหว่างเดือนสิงหาคมตุลาคม เมื่อมีเพียงจำนวน 3 ลูก ที่ได้ก่อตัวขึ้นในช่วงนี้
ด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เอลนีโญช่วยเอื้อต่อการก่อตัวพร้อมกับขยายพื้นที่ของการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ในปี 2540 ได้เกิดพายุโซนร้อนจำนวน 17 ลูก (ปกติ 16 ลูก) ที่รุนแรงถึงระดับเป็นพายุเฮอร์ริเคนจำนวน 9 ลูก (ปกติ 9 ลูก) และเป็นพายุเฮอร์ริเคนที่รุนแรงมากจำนวน 7 ลูก (ปกติ 5 ลูก) นอกจากนี้พื้นที่ที่เกิดพายุหมุนเขตร้อนได้แผ่ขยายกว้างออกไปจากปกติ โดยมีจำนวน 4 ลูก ที่ได้ก่อตัวและเคลื่อนตัวทางตะวันตกของเส้นแวง 135 องศาตะวันตก และมีพายุเฮอร์ริเคนที่รุนแรงจำนวน 2 ลูก ทำความเสียหายให้กับทวีปอเมริกาเหนือ
ด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้ในปี 2540 มีรูปแบบและลักษณะที่ผิดปกติมาก โดยเฉพาะบริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวคือ พายุมักจะมีเส้นทางการเคลื่อนตัวขึ้นไปในแนวทิศเหนือมากกว่าที่จะเคลื่อนมา ทางตะวันตกผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ จึงทำให้พายุที่พัดผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้มีจำนวนน้อยกว่าปกติ มาก ขณะที่มีพายุไต้ฝุ่นจำนวน 2 ลูกเคลื่อนเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าปกติในเดือนมิถุนายน สำหรับประเทศจีนฤดูพายุหมุนเขตร้อนเกิดล่าช้ามาก และเป็นกรณีที่เกิดได้น้อยที่มีพายุหมุนเขตร้อน (พายุไต้ฝุ่น ลินดา”) เคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนและภาคใต้ของประเทศไทยในตอนต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 ซึ่งพายุลูกนี้ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของทางใต้ของ เวียดนามเป็นอย่างมาก จากการที่จำนวนพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์มีน้อย จึงทำให้ฟิลิปปินส์ประสบกับความแห้งแล้ง และยังส่งผลถึงประเทศใกล้เคียงเช่นเวียดนามและไทยด้วย เนื่องจากพายุที่เคลื่อนผ่านฟิลิปปินส์จะมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่เวียดนามและ ไทยได้ในเวลาต่อมา หลาย ๆ ลักษณะที่กล่าวมาก็ได้เกิดขึ้นในช่วงปีเอลนีโญ 2525 – 2526 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้อย่างสูงว่ารูปแบบการเกิดของพายุหมุนเขตร้อน ในปี 2540 เกี่ยวข้องกับการขยับตัวไปของการหมุนเวียนของอากาศในภูมิภาคนี้ ซึ่งสัมพันธ์กับปรากฏการณ์เอลนีโญ
1. ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี พ.ศ. 2541 (ช่วงเดือนมกราคม มีนาคม)

1. ภูมิภาคที่มีอุณหภูมิสูงหรือฝนน้อยกว่าปกติ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและบรูไน มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตลอดทั้งช่วง 3 เดือน พร้อมกับมีฝนต่ำกว่าค่าปกติบริเวณประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไนและฟิลิปปินส์
ทวีปออสเตรเลีย บริเวณด้านตะวันออก ตะวันตก และบางพื้นที่ทางตอนกลางของออสเตรเลียได้รับฝนต่ำกว่าค่าปกติค่อนข้างมากในช่วงมกราคมมีนาคม ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะตามบริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
เอเชียตะวันออก ด้านตะวันออกของประเทศจีนต่อเนื่องถึงประเทศเกาหลีเหนือและใต้รวมทั้งประเทศญี่ปุ่น มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม
ตอนเหนือของอเมริกาใต้ มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติตลอดทั้งช่วง
ตอนใต้ของแอฟริกาตะวันตก ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติ
เกาะมาดากัสการ์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติ
ยุโรปตะวันตก มีอุณหภูมิสูงและฝนต่ำกว่าค่าปกติในเดือนกุมภาพันธ์มีนาคม
2. ภูมิภาคที่มีอุณหภูมิต่ำหรือฝนมากกว่าปกติ
อุรุกวัยและอาร์เจนตินา มีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติและมีฝนตกหนักในประเทศอุรุกวัยต่อเนื่องถึงทางเหนือของอาร์เจนตินาในเดือนมกราคม ส่วนเดือนกุมภาพันธ์มีอุณหภูมิต่ำและฝนตกหนักทางเหนือของอาร์เจนตินา
สหรัฐอเมริกา ในเดือนมกราคมมีฝนตกหนักทางด้านตะวันออกลงไปถึงทางใต้ของประเทศ และในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม บริเวณฝนหนักได้เพิ่มพื้นที่ขึ้นคือ พาดจากทางตะวันตก ทางใต้ ไปถึงทางตะวันออก
 เอกสารอ้างอิง
Glantz, M., Katz R., and Maria Krenz, 1987. The Societal Impacts Associated with the 1982 – 1983 Worldwide Climate Anomalies. Environmental and Societal Impacts Group, National Center for Atmospheric Research, Colorado, U.S.A.
Glantz, M.H., 2001. Currents of Change : Impacts of El Niño and La Niña on Climate and Society. 2nd edition, Cambridge University Press.
Japan Meteorological Agency 1998. Monthly Report on Climate System. No. 98-01, No. 98-02 and No. 98-03
Jim Laver 1998. Prediction and Monitoring Products of the Climate Prediction Center (CPC). (preparing for workshop on seasonal climate prediction, Singapore, Feb. 9-10, 1998) NCEP. NOAA.
WMO 1997. El Niño Briefing Package. 17 December.
1997. El Niño Update. December.
1997. El Niño Update. No. 2 (December 1997).
1998. El Niño Update. No 3 (January 1998).
กรมอุตุนิยมวิทยา9 มกราคม 2546

เพิ่มเติม รูปลมสินค้า (Trade Wind)
ที่มา : วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2

 

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การบินไทย ไตรมาส 1/58 กำไรหรือขาดทุน

การบินไทยในไตรมาส 1/58 มีรายได้จากการขายหรือการให้บริการ รวม 51,215.7 ล้านบาท และ มีรายได้อื่นรวม 10,087.1 ล้านบาท ซึ่งรายได้อืนๆ นี้ได้รวมรายได้จากผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นเงิน 9,653.9 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 1/57 มีรายได้ส่วนนี้เพียง 989.983 ล้านบาท

ที่นี้มาดูรายจ่าย การบินไทยมีรายจ่ายสำหรับไตรมาส 1/58 รวมเป็นเงิน 59,037.6 ล้านบาท

นั่นหมายความว่า ถ้าหากตัดยอดรายได้อื่นๆออกไปแล้ว การดำเนินงานปกติของการบินไทยจะขาดทุน 7,821.9 ล้านบาท

อย่าเพิ่งดีใจว่า การบินไทย เริ่มมีกำไรครับ

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ดาบสองคม นาโนไฟแนนซ์

ที่มา : ประชาชาติ
โดย วิไล อักขระสมชีพ oilday@yahoo.com
ในที่สุด ธุรกิจ "นาโนไฟแนนซ์" ก็คลอดออกได้สำเร็จดังใจของรัฐบาล ซึ่งวัตถุประสงค์ของรัฐบาล คือ ต้องการให้คนที่ทำธุรกิจรายย่อยมาก ๆ ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนหรือเงินขาดมือหมุนเวียนทำธุรกิจ ก็สามารถมาขอเงินกู้นาโนไฟแนนซ์เพื่อใช้ประกอบอาชีพได้ เพราะเป็นเงินกู้ที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่าการขอกู้จากแบงก์ทั้งหลาย ที่ผู้กู้จะต้องแสดงฐานะทางการเงิน เช่น บัญชีเงินเดือน บัญชีเงินฝาก เป็นต้น
เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ขุนคลัง "สมหมาย ภาษี" ได้อนุมัติใบอนุญาต (ไลเซนส์) ประกอบการธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์รอบแรก จำนวน 4 ราย ได้แก่ บริษัท เงินสดทันใจ จำกัด, บริษัท ไทยเอช แคปิตอล จำกัด, บริษัท สหไพบูลย์ 2558 จำกัด และ บริษัท แมคคาเล กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) หลังจากนี้บริษัทเหล่านี้ก็สามารถเปิดให้ดำเนินการปล่อยกู้ให้รายละ 100,000 บาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมถึงปีละ 36%
เมนูนี้แต่ละบริษัทต่างต้องการเสิร์ฟให้สำหรับกลุ่มลูกค้าฐานรากของตัวเอง ที่มีทั้งทำอาชีพพ่อค้าแม่ค้า คนขับแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ กลุ่มรากหญ้าชาวนาชาวสวน รวมไปถึงลูกหนี้นอกระบบที่ใช้บริการกันอยู่ เป็นต้น
แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เกณฑ์นาโนไฟแนนซ์ได้เปิดช่องให้กู้เป็นอีกหนึ่งบัญชีสินเชื่อ ที่แยกออกมาจากบัญชีกู้ประเภทอื่น ๆ ของสถาบันการเงิน ดังนั้นลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาขอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ในระยะแรกนี้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนอยู่แล้ว และน่าจะมากกว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เคยเข้าถึงแหล่งเงินกู้ อย่างที่วัตถุประสงค์ของรัฐบาลตั้งไว้เลย
โดยข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุในรายงานผลสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินภาคครัวเรือนในปี 2556 ระบุว่า มีจำนวนราว 1.3 ล้านครัวเรือนไทย ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินได้ และกว่า 6 แสนครัวเรือน ยังต้องพึ่งการกู้เงินนอกระบบด้วย
อีกข้อสังเกตที่ต้องจับตา คือ แม้ในระยะแรกธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ที่เพิ่งเริ่มต้น การทำธุรกิจก็ดำเนินการไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ความเสี่ยงของระดับการเพิ่มหนี้ครัวเรือนของประเทศจะยังจำกัด แต่ในระยะข้างหน้า หากบริษัทนาโนไฟแนนซ์วางโมเดลธุรกิจลงตัว และสามารถขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีบัญชีเงินกู้ได้ เมื่อนั้นความเสี่ยงต่าง ๆ ก็จะปรากฏขึ้น ทั้งระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงของคุณภาพหนี้เสีย กระบวนการบริหารความเสี่ยงในการติดตามชำระหนี้
นอกจากนี้ยังชูอีก 2 ตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อธุรกิจนาโนไฟแนนซ์เผชิญในการทวงหนี้ ได้แก่ 1.การแก้กฎหมายทวงหนี้ฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.นี้ ได้ตีกรอบการทวงหนี้ไว้อย่างละเอียดและห้ามทวงหนี้มากเกินกว่าเหตุจนลูกหนี้เดือดร้อน หรือเป็นการข่มขู่ ฯลฯ และ 2.การเปิดช่องให้บริษัทนาโนไฟแนนซ์ไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร จะเป็นการเปิดความเสี่ยงในระยะยาวของบริษัท และความเสี่ยงเชิงมหภาค เพราะลูกหนี้บางรายสามารถไปขอกู้กับนาโนไฟแนนซ์หลาย ๆ แห่งได้ จนทำให้วงเงินกู้รวมสูงกว่าความสามารถในการผ่อนชำระได้ ก็จะเป็นการเพิ่มปัญหาหนี้ครัวเรือนอีก เพราะปัจจุบันทางการเองก็ยังไม่ได้กำหนดระดับเพดานการปล่อยกู้รวมของลูกค้า และวงเงินสินเชื่อรวมของบริษัทนาโนไฟแนนซ์ เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้พอจะเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยดูแลคุณภาพหนี้ไม่ให้เสียหายลุกลามหนักไปถึงภาคเศรษฐกิจโดยรวม
ขณะที่เวลานี้ประเทศไทยก็เผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้วเพราะหลายปีที่ผ่านมาแบงก์และน็อนแบงก์ต่างแข่งขันกันให้สินเชื่อส่วนบุคคลมีทั้งกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถ ต่อเติมบ้าน กู้อเนกประสงค์ ยังไม่นับรวมแบงก์รัฐที่มีมาตรการช่วยพักชำระหนี้อีก ซึ่งล้วนแต่เห็นภาพคนไทยยังมีหนี้ครัวเรือนพันรอบตัวไปหมด
โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุดที่ ธปท.บอก อยู่ที่ 85.9% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่นับรวมหนี้ที่กู้นอกระบบอีกมาก ขณะที่การออมเงินโตต่ำมาก ซึ่งทางผู้บริหารซิตี้แบงก์เคยพูดกันถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยเติบโตรวดเร็วมากในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จนยอดหนี้ครัวเรือนอยู่สูง 10.2 ล้านล้านบาทแล้ว ปัจจุบันสัญญาณหนี้ครัวเรือนมีแต่เร่งตัวขึ้น เพราะคนไทยกู้หลากหลายช่องทางกันมาก และน่าจะเห็นหนี้ครัวเรือนพุ่งไปถึง 100% ของจีดีพี หรือเท่าตัวของจีดีพีในเวลารวดเร็ว
และนี่คือดาบสองคม ที่ทั้งกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ ต้องคำนึงถึงเมื่อเปิดประตูนาโนไฟแนนซ์แล้ว ก็ต้องสร้างฐานรากให้ธุรกิจเข้มแข็งและเดินถูกทาง เพื่อเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

อะไรคือ Fair Value Target Price และ Intrinsic Value

Fair Value ที่ทาง The International Accounting Standard Board (IASB) กำหนดว่า " เป็นจำนวนซึ่งสินทรัพย์สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่เข้าใจและตั้งใจ ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน"

ส่วน Target Price นั้นทาง IAA Concensus ให้คำอธิบายว่า "เป็นมูลค่าหุ้นตามพื้นฐานในระยะ 12 เดือนข้างหน้า"

โดยทั่วไป Intrinsic Value จะคำนวณโดยใช้ระยะเวลาดำเนินกิจการของบริษัทนานกว่า Target Price

ดังนั้นเวลาไปอ่านรายงานของนักวิเคราะห์ ถ้าบอกว่า ราคาตลาดต่ำกว่าราคา Fair Value ก็หมายถึงราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่ควรจะซื้อขายกัน และถ้านักวิเคราะห์บอกว่า ราคา Target Price เท่านั้นเท่านี้ ก็หมายถึงว่า ราคาตามพื้นฐานกิจการเป็นเท่านั้นเท่านี้ ในระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งโดยปกติราคาหุ้นจะวิ่งไปหาราคาตามพื้นฐานกิจการเสมอ





วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ลงทุนแบบ Value เป็นอย่างไร เวลานี้เหมาะจะลงทุนหรือยัง ?

updated: 28 ต.ค. 2557 เวลา 14:00:07 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
คอลัมน์ จับช่องลงทุน โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ Dr.win@one-asset.com
สวัสดีครับ ในช่วงนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวกันอย่างผันผวนนะครับ หลักๆ คงหนีไม่พ้นแรงกดดันจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง สหรัฐ ความเสี่ยงด้านการเมืองเชิงภูมิศาสตร์ระหว่างประเทศ (Geopolitical Risk) โดยเฉพาะรัสเซียและยูเครนที่อาจบานปลายกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย ต่อสหรัฐฯและยุโรปได้ รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่แม้ว่าประเทศต่างๆ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เติบโตในลักษณะของ V-Shape ได้

ซึ่งทำให้ผมมองว่าหากจะจับจังหวะการลงทุน (Market Timing) ในช่วงเวลานี้คงเป็นไปได้ค่อนข้างยากครับ จากลักษณะการลงทุนดังกล่าว ทำให้ผมมองว่าการลงทุนอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ ได้แก่ การลงทุนโดยใช้แนวทางการคัดเลือกหุ้นแบบ Value Style ที่มุ่งเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีราคาตลาดค่อนข้างต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อบอกถึงหุ้นยังคงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ในระดับมูลค่าหุ้นหรือราคาหุ้นที่เหมาะสมได้ โดยสิ่งที่ผู้จัดการกองทุนพิจารณา ได้แก่ การวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน ทั้งแนวทางการสร้างรายได้และกระแสเงินสดของการดำเนินการ เช่น การวิเคราะห์งบการเงิน และแนวโน้มอัตราการเติบโตของบริษัทต้องแข็งแกร่งและสม่ำเสมอ เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นๆ ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์ที่เหมาะสม และคัดเลือกหุ้นที่ลงทุนในหุ้นที่ประเมินแล้วว่าราคาหุ้นในขณะนั้นยังอยู่ ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก และทยอยลงทุนสะสมในช่วงที่ราคาเริ่มปรับตัวลงใกล้แตะระดับต่ำสุด (ช่วง Bargaining List) และถือครองหุ้นดังกล่าวจนกระทั่งราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น (ช่วง Core List) รวมทั้งทยอยขายหุ้นออกไปเมื่อราคาหุ้นเริ่มแตะระดับราคาที่ใกล้เคียงกับราคา ที่เหมาะสมของหุ้นนั้น (ช่วง Sources of Fund List) และพยายามค้นหาหุ้นใหม่เพิ่มเติมเพื่อสร้างโอกาสการลงทุนต่อไป โดยการเลือกหุ้นในลักษณะนี้จะเป็นการพิจารณาในลักษณะมูลค่าหุ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่การจับจังหวะเวลาของตลาด

อย่างไรก็ดี การเลือกหุ้นในลักษณะของ Value Style นั้น ในช่วงเวลาที่หุ้นปรับตัวลดลงนั้น สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องให้ความใส่ใจ คือ การอดทนรอเพื่อให้ราคาหุ้นนั้นปรับตัวสูงขึ้น (Patience) ซึ่งจากสถิติของกองทุน Templeton Global Fund ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารจัดการของ Franklin Templeton Investment Funds ที่เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้ยึดหลักการบริหารจัดการนี้ก็ได้แสดงให้เห็น ว่า การลงทุนในลักษณะนี้คุ้มค่าต่อการอดทนและรอการฟื้นตัวของราคาหุ้นครับ โดยจะเห็นได้จากในช่วงปี 2009-2011 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มยุโรปปรับตัวลดลง และเป็นจังหวะที่กองทุน Templeton Global Fund เข้าไปสะสมหุ้นยุโรป ซึ่งในช่วงดังกล่าวกองทุนให้ผลตอบแทน 31.90%, 6.67% และ -10.50% (Calendar Year) โดยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วัดผลการดำเนินงานกองทุน คือ MSCI All Country World Index ที่ให้ผลตอบแทน 35.41%, 13.21% และ -6.86% ในช่วงเวลาเดียวกันตามลำดับ

อย่างไรก็ดี หลังจากที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว กองทุนดังกล่าวก็สามารถพลิกกลับมาให้ผลตอบแทนที่ชนะเกณฑ์มาตรฐานได้ในช่วงปี 2012-2013 ที่ 21.70% และ 34.92% ตามลำดับ เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ให้ผลตอบแทน 16.80% และ 23.44% ตามลำดับ

ผมมองว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการลงทุนสำหรับ Value Style จะอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้ราคาหุ้นสามารถปรับตัวผ่านพ้นช่วงจังหวะเวลาที่ปรับลดลงและก้าวเข้าสู่การฟื้นตัวของราคาหุ้น

ผมคิดว่าการลงทุนในลักษณะนี้ยังมีข้อดีอีกหนึ่งประการ คือ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องจับจังหวะการลงทุนตามสไตล์ของ Market Timing ทำให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจลงทุนได้สะดวกสบายกว่า เนื่องจากไม่ต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดเหมือนกับการลงทุนแบบการจับจังหวะ เวลา และไม่จำเป็นต้องรอคอยให้ตลาดปรับฐานย่อตัวลงเพื่อเข้าลงทุน เนื่องจากการคัดเลือกหุ้นลักษณะนี้จะมุ่งเน้นแบบการวิเคราะห์จากปัจจัยพื้น ฐานของหุ้นแต่ละหุ้น (Bottom-Up) ซึ่งแสดงถึงราคาหุ้นที่เหมาะสมในอนาคต ไม่ได้อิงกับภาพรวมในเชิงมหภาค และโดยส่วนใหญ่การลงทุนในลักษณะนี้จะลงทุนในบริษัทที่มีผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่คาดหวัง (Expect Return in ROE) ของแต่ละบริษัทที่ลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งในส่วนของ Templeton เองก็ตัดสินใจลงทุนในหุ้นที่มี ROE ประมาณ 10-15% ซึ่งทำให้ในระยะยาวกองทุนก็จะได้รับประโยชน์ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นในระดับสูง นี้ด้วยเช่นกัน

แนวคิดกลยุทธ์การเลือกหุ้นดังกล่าว รวมทั้งแนวโน้มของเศรษฐกิจที่อยู่ในระหว่างการฟื้นตัว ทำให้การลงทุนในหุ้น Global Value ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

EFORL

ควบรวม วุฒิศักดิ์คลีนิก จริงหรือ

ข้อมูลเบื้องต้นของวุฒิศักดิ๋คลีนิก

สำหรับ ปี 55 วุฒิศักดิ์คลีนิกรายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าสรุปได้ดังนี้

สินทรัพย์                      2,866.484   ล้านบาท
หนี้สิน                          2,297.103   ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้น               569.381   ล้านบาท
รายได้รวม                    2,884.879    ล้านบาท
กำไรสุทธิ                        594.360   ล้านบาท

P/BV ของบริษัทกลุ่มโรงพยาบาล

- BGH = 7.31, VIBHA = 4.87, SKR = 6.10, TNH = 4.50, BH= 10.36, VIH = 6.14


ถ้า EFORL ต้องการควบรวมกิจการวุฒิศักดิ์คลินิก โดยใช้ P/BV อ้างอิงตลาด สมมุติว่าใช้ P/BV เท่ากับ 4.50 เท่า ซึงเป็นค่าที่น้อยที่สุดแล้ว คงต้องใช้เงินหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 569.381*4.50 = 2,562 ล้านบาท หรือ ถ้าใช้เกณฑ์ PER โดยค่า PER ของกลุ่มโรงพยาบาลทุกแห่งไม่น้อยกว่า 30 เท่า ดังนั้นเงินที่ต้องจ่ายเพื่อวุฒิศักดิ๋อาจสูงถึง 594.360*30 = 17,831 ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นถ้าจะควบรวมกันจริงๆ EFORL คงต้องมีการเพิ่มทุน แล้วทำการแลกหุ้น เพราะแม้ว่า EFORL จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 16,560 ล้านบาท ที่ราคาหุ้น 1.80 บาทก็ตาม แต่ไม่มีเงินขนาดนั้น

และถ้า วุฒิศักดิ์ต้องการเข้าตลาด ก็สามารถเข้าเองได้โดยไม่ต้องผ่าน EFORL

----------------------------------------------------------------------------
'อีฟอร์แอลฯ'ปิดดีลซื้อ'วุฒิศักดิ์คลินิก' 4.5 พันล.

วันพุธที่ 17 กันยายน 2014 เวลา 05:49 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

อี ฟอร์ แอล เอมมาตามนัด ปิดแล้วดีลเทกโอเวอร์"วุฒิศักดิ์คลินิค"ที่ 3.5 พันล้านบาท พร้อมดึงพันธมิตรร่วมถือหุ้น มั่นใจศักยภาพ เป็นธุรกิจที่โดดเด่นมีสาขาครอบคลุม 120 สาขา แถมมีแฟรนไชส์ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมผงาดรับเปิดเออีซี ดันรายได้ธุรกิจความงามโตควบคู่ธุรกิจหลักขายเครื่องมือแพทย์

นายธีรวุทธิ์ ปางวิรุฬห์รักข์ ประธานเจ้าหน้าที่บร ิหาร บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม จำกัด (มหาชน)(EFORL) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าซื้อหุ้นของบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์ กรุ๊ป จํากัด (WCIG) ซึ่งประกอบธุรกิจให้คําปรึกษาและตรวจรักษาปัญหาด้านผิวพรรณและลดกระชับสัดส่วน ในสัดส่วน 100% ผ่านบริษัทย่อยที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ด้วยมูลค่าซื้อขายทั้งสิ้นประมาณ 3,5 พันล้านบาท 

ทั้งนี้บริษัท อี ฟอร์ แอลฯ จะเข้าถือหุ้นในบริษัทย่อยสัดส่วน 60 % ส่วนที่เหลืออีก 40 %จะเป็นการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายเดิม ได้แก่ นายณกรณ์ กรณ์หิรัญ นายพลภัทร จันทร์วิเมลือง และนายวุฒิศักดิ์ ลิ่มพานิช โดยถือหุ้นบริษัทย่อยในสัดส่วน 25 % และอีก 15 %ถือหุ้นโดยกองทุนซึ่งจัดตั้งและบริหารโดย Solaris Asset Management Company Limited 

สำหรับบริษัทย่อยที่จะไปลงทุนซื้อบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก ฯนั้น จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วรวมส่วนเกินทุนเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2.5 พันล้านบาท ซึ่งบริษัท อี ฟอร์ แอลฯถือหุ้นในสัดส่วน 60 %ต้องใช้เงินลงทุนจำนวน 1.5 พันล้านบาท โดยเงินส่วนนี้บริษัทอี ฟอร์ แอลฯ จะกู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุน และ/หรือ ดำเนินการอื่นใดที่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นบริษัท อี ฟอร์ แอลฯในปัจจุบัน เนื่องจากบริษัทอี ฟอร์ แอลฯ เป็นบริษัทที่ไม่มีภาระหนี้สิน และอยู่ในข่ายที่สถาบันการเงินให้การสนับสนุนได้ 

"ถือเป็นนวัตกรรมการซื้อขายกิจการรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยสำหรับตลาดทุนไทย ที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบ Dilution Effect ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น" 

นายธีรวุทธิ์ กล่าวและว่า การซื้อกิจการครั้งนี้ยังเป็นผลดีทำให้บริษัท อี ฟอร์ แอลฯได้ธุรกิจเข้ามาเพิ่มเป็นการสร้างการเติบโต สร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัท ทั้งในด้านทรัพย์สินและรายได้ตลอดจนการรุกเข้าสู่ธุรกิจที่มีการเติบโตสูง โดยบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและส่งเสริมกัน ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่ผู้ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปจนถึงผู้เข้ารับบริการเสริมความงาม 

ทั้งนี้บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก ฯประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทคลินิกเวชกรรมไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน โดยเน้นให้บริการคําปรึกษาและตรวจรักษาปัญหาด้านผิวพรรณและลดกระชับสัดส่วนภายใต้ชื่อ "วุฒิศักดิ์คลินิก" มีสาขารวม 120 สาขา ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีการให้บริการในลักษณะแฟรนไชส์ ในสปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมาร์ รวม 11 สาขา อีกทั้งเป็นการรองรับเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)