วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้า โดย ดร.นิเวศน์

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/nives/20140715/593077/%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2.html

การลงทุนในตลาดหุ้นแบบระยะยาวจริงๆ คือ ถือหุ้นแต่ละตัวโดยเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งปี หรือหลายๆ ปีขึ้นไป

ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ยังมีอายุน้อย และมีความหวังที่จะ "รวย" จากการลงทุนในเวลาอันสั้น เหตุผลที่สำคัญคือ คนจำนวนมากคิดว่า การลงทุนระยะสั้น จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการซื้อหุ้นแล้วไม่ขาย ถ้า "เล่นสั้น" จะมีโอกาส "ทำกำไร" ปีละหลายรอบ บางทีรอบละ 10-20% ปีหนึ่งอาจสร้างผลตอบแทนหลายสิบเปอร์เซ็นต์
คนที่เป็น "เทรดเดอร์" หรืออาจเป็น "นักลงทุนรายวัน" สิ่งที่ "ยั่ว" ให้เขาเข้ามาซื้อหรือขายหุ้นคือ ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น นี่คือการเล่นหุ้นตามแนวเทคนิค ที่เน้นการซื้อขายหุ้นตามความผันผวนของราคาและความคึกคักของหุ้น หุ้นที่กำลังวิ่งขึ้นรวดเร็ว เช่น ภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจราคาอาจจะปรับขึ้นไปเป็น 10% หรือในช่วงไม่กี่วันราคาขยับขึ้นไปต่อเนื่องหลายสิบเปอร์เซ็นต์ อาการแบบนี้ทำให้นักเล่นหุ้นระยะสั้นแนวเทรดเดอร์ “อดทนไม่ไหว” ต้องเข้าไปเล่นโดยหวังว่าหุ้นจะวิ่งต่อไปและตนเองสามารถทำกำไรได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น
คนที่เข้าไปเล่นหุ้นตามแนวทางนี้เมื่อได้กำไรในระดับหนึ่ง เช่น อาจจะ 5%-6% ก็มักจะรีบขายทำกำไรเพราะอาจจะกลัวว่าหุ้นจะ “ปรับตัวลง” เช่นเดียวกัน บางคนเข้าไปซื้อ “ช้าเกินไป” และหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าต้นทุน บางทีเข้าก็อาจจะขายทิ้งเหมือนกัน
“สิ่งยั่วเย้า” ต่อมาที่มักทำให้คนเข้าไปซื้อหุ้น โดยไม่ได้ศึกษาบริษัทอย่างลึกซึ้งก็คือ “ข่าวดี” ของบริษัท เช่น บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้โดดเด่น เช่น ขายคอนโดหมดได้อย่างรวดเร็ว บริษัทได้รับงานใหม่ที่มีขนาดหรือรายได้สูง เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้างประมูลงานได้ หรือบริษัทชนะประมูลแข่งในกิจการสัมปทานหรืองานจากหน่วยงานรัฐและเอกชนต่าง ๆ เป็นต้น ข่าวดีเหล่านั้นถึงจะทำรายได้ให้บริษัทเพิ่มขึ้นในอนาคตและอาจจะช่วยทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นซึ่งก็จะทำให้หุ้นมีค่ามากขึ้นได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็นเรื่องที่ “เกิดขึ้นครั้งเดียว” หรือไม่ถาวร
ดังนั้นผลกระทบในแง่ของมูลค่าของบริษัทก็อาจจะไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่อง “ระยะยาว” แต่ใน “ระยะสั้น” คนก็น่าจะเข้ามาเก็บหุ้น และราคาก็จะปรับตัวขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราคิด และนั่นทำให้ “อดไม่ได้” ที่จะต้องซื้อหุ้น คิดว่านี่คือเงินที่จะได้มาง่าย ๆ หรือเป็น “Easy Money”
สิ่งยั่วเย้าให้คนแห่กันเข้ามาซื้อหุ้น โดยที่ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพื้นฐานของบริษัทอีกกลุ่มหนึ่งก็คือสิ่งที่ผมเรียกว่า “Financial Engineering” ในความหมายของผมก็คือ การออกตราสารการเงิน ทั้งที่เป็นหุ้นหรืออนุพันธ์ที่ให้ฟรีหรือเกือบฟรีกับผู้ถือหุ้น หรือการปรับแต่งตัวเลขทางการเงิน เช่น การปรับพาร์หรือแตกหุ้นต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งในพื้นฐานจริงๆ แล้วเป็นเรื่องของการพิมพ์หรือปรับตัวเลขบนกระดาษเพื่อส่งให้ผู้ถือหุ้น แต่ผลที่มักเกิดขึ้นคือนักลงทุนคิดว่าบริษัทกำลังจ่ายปันผลหรือให้สิทธิต่างๆ ที่มีค่า ดังนั้นพวกเขาก็เข้ามาเก็งกำไรโดยการซื้อหุ้นเพื่อหวังปันผลหรือสิทธินั้น โดยอาจจะไม่เข้าใจว่ามูลค่าของหุ้นเดิม จะต้องถูกลดทอนลงหรือเกิด “Dilution” ราคาหุ้นมักจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนที่เห็นประกาศการทำ “Financial Engineering” ก็มักจะอดไม่ไหวที่จะเข้าไปซื้อหุ้น เพราะหวังที่จะได้กำไรอย่างง่าย ๆ
นอกจาก “Financial Engineering” แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่แพ้กันก็คือ “Business Engineering” ในความหมายของผมหมายถึงการดัดแปลงหรือหาธุรกิจใหม่ที่ “หวือหวา” ที่เป็นธุรกิจที่ “มีกำไรดี” และ “ทำได้ง่าย ๆ” เช่น พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นธุรกิจ “แห่งอนาคต” เช่น พลังงานทดแทน มาทำแทนหรือเสริมธุรกิจเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่เกิดมักเกิดขึ้นก็คือ บริษัทถูกมองว่าจะกลายเป็นบริษัทที่มีกำไร และเติบโตมหาศาลจากเดิมที่เป็นบริษัทน่าเบื่อและไม่มีอนาคต นักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้นและให้มูลค่าเท่าๆ หรือมากกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ทั้งๆ ที่บริษัทยังไม่ได้พิสูจน์ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ผลคือราคาหุ้นพุ่งพรวดและนักลงทุนจำนวนมาก “อดไม่ได้” ที่จะ“ร่วมขบวน”การ “หาเงินง่าย ๆ” นี้
ในยามที่ตลาดหุ้นบูมหนักอย่างในช่วงเร็ว ๆ นี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่จะทำกำไรแบบ Easy Money มากเท่ากับหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดครั้งแรก นี่เป็นการเก็งกำไรที่ได้เสียเร็วมากที่สุดอย่างหนึ่งเพราะราคาหุ้นผันผวนเป็นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แม้แต่ชั่วนาทีอาจทำกำไรหรือขาดทุนได้หลายเปอร์เซ็นต์ แน่นอน คนที่เข้าไปเล่นในวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดนั้นต่างหวังกำไรทั้งนั้น และพวกเขาอดกลั้นไม่ไหวที่จะอยู่เฉย ๆ และมอง“กำไรที่หายไปต่อหน้าต่อตา” ดังนั้นพวกเขาก็เข้าไปเล่น โดยไม่ได้สนใจพื้นฐานของกิจการ
การสนองตอบต่อสิ่งยั่วเย้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะต่อนักลงทุนที่ “ไม่รอบรู้” เท่านั้น แม้แต่คนที่เก่งกาจและเป็น VI ผู้มุ่งมั่นเองก็ประสบกับมันเช่นกัน ความต้องการกำไรที่มากและรวดเร็วหรือเป็น Easy Money นั้น ทำให้หุ้นประเภทมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นมากและรวดเร็ว เป็นที่สนใจของ VI จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะที่อายุยังไม่มากและพอร์ตยังไม่ใหญ่นัก นั่นคือหุ้นที่ถูกจัดว่าเป็นหุ้น Turnaround หรือหุ้นฟื้นตัว หรือหุ้น Cyclical หรือหุ้นวัฏจักร หุ้นสองกลุ่มนี้คือหุ้นที่พื้นฐานหรือผลการดำเนินงานกำลังเปลี่ยน
จากบริษัทใกล้ล้มละลายหรือตกต่ำอย่างหนักจากภาวะแวดล้อมทางอุตสาหกรรม กลายเป็นบริษัทที่ “เกิดใหม่” และจะมีกำไร หรือกลายเป็นบริษัทที่กำลังจะมีกำไรดีต่อเนื่องไปในอนาคตหลังจากตกต่ำมาช่วงเวลาหนึ่ง ภาวะที่ดีขึ้นอย่างมากในเวลาอันสั้นนั้น มักก่อเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “Euphoria” หรือเป็นความรู้สึกที่ดีอย่างเคลิบเคลิ้ม จนลืมไปว่าผลประกอบการในอนาคตนั้นอาจจะไม่ได้สวยสดต่อเนื่องยาวนาน และดังนั้นพวกเขามักให้มูลค่าสูงเทียบกับผลกำไรบริษัท ที่กำลังดีขึ้นแต่อาจจะไม่คงทน ผลคือ ราคาหุ้นถูก “ดัน” ขึ้นไปมาก เนื่องจากนักลงทุน “ทนไม่ไหว” ที่จะไม่เข้าไปซื้อหุ้นที่เห็นว่าอาจจะโตขึ้นไปได้ อาจจะอีกหลายเท่า
ยังมีสิ่งยั่วเย้าอีกมากมายในตลาดหุ้นที่ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นในระยะสั้น ตัวอย่างเช่น การที่หุ้นถูกซื้อโดย “เซียน” หรือนักลงทุน “รายใหญ่” ในตลาดหุ้น หรือถูกซื้อโดยผู้บริหารในจำนวนมาก หรือเรื่องราวต่าง ๆ อีกร้อยแปดที่อาจจะมีผลต่อราคาหุ้นอย่างรุนแรง และทำให้นักลงทุนที่ติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านั้น เข้ามาซื้อหุ้นโดยหวังทำกำไรรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นเพราะเขา “อดกลั้นไม่ได้”

ผมเองไม่ได้บอกว่าการเข้าซื้อหุ้นบ่อยๆ เพราะอดกลั้นไม่ได้ต่อสิ่งยั่วเย้าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มันคงเป็นประสบการณ์ของนักลงทุนแต่ละคน และคงขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าถูกต้องหรือไม่ และบางทีเป็นเรื่องช่วงเวลาที่ทำ ส่วนตัวผมเองเชื่อว่า การทำหรือซื้อหุ้นบ่อยๆ ซึ่งแปลว่าต้องขายบ่อยด้วยนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนส่วนใหญ่ และทำให้การรู้จักอดกลั้นต่อสิ่งยั่วเย้านั้น เป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่งของ VI

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

SENA

ที่มา : updated: 12 ก.ค. 2557 เวลา 10:24:24 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ไล่ซื้อที่ดินพลิกโฉมฝั่งธน ชิงโกดังเก่าเสริมสุข-ทุบเมอร์รี่คิงส์รับรถไฟฟ้า

.....................

ทุ่ม 300 ล้านซื้อที่อาบอบนวด

ขณะที่ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้ซื้อที่ดินสถานบริการอาบอบนวดติดถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ชื่อ "บางกอกโคซี่" จากเจ้าของที่นำออกขายผ่านทางบริษัทตัวแทนขายที่ดิน โดยที่ดินทั้งแปลงมีเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ซื้อมาในราคาเฉลี่ย ตร.ว.ละกว่า 3 แสนบาท หรือยกแปลงกว่า 300 ล้านบาท

ปัจจุบันอยู่ระหว่างออกแบบ จะพัฒนาเป็นคอนโดฯ สูงกว่า 20-30 ชั้น ภายใต้แบรนด์เดอะนิช คาดว่ามีราคาขายเริ่มต้น ตร.ม.ละ 8 หมื่นบาท หรือยูนิตละกว่า 2 ล้านบาท จะเปิดตัวได้ช่วงครึ่งปีหลังนี้.............................




-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
SENA เปิด 4 โครงการใหม่ Q4/57 มูลค่า 1,640 ลบ.ทั้งแนวราบ-คอนโดฯ-คลับเฮ้าส์
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 8 กันยายน 2557 17:44:58 น.

นายสุธรรม โอฬารกิจนันต์ ผู้อำนวยการจัดสรรเงินทุนและการลงทุน บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4/57 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,640 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมย่านถนนเสรีไทย 1 โครงการ มูลค่า 1,200 ล้านบาท ขนาด 800 ยูนิต ส่วนอีก 2 โครงการเป็นแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์โฮมย่านรามอินทรา รวมมูลค่า 240 ล้านบาท และคลับเฮ้าส์ของโครงการสนามกอล์ฟพัทยาคันทรีคลับ มูลค่า 200 ล้านบาท
ดังนั้น บริษัทจึงเชื่อว่ายอดขายในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 3,000 ล้านบาท หลังจากช่วงครึ่งปีแรกทำยอดขายได้แล้วราว 1,200 ล้านบาท และในช่วงช่วงเดือน ก.ค.จนถึงวันที่ 8 ก.ย.ได้ยอดขายเพิ่มเข้ามาอีกราว 600 ล้านบาท

นอกจากนั้น บริษัทยังคงเป้ารายได้ในปีนี้ที่ 2,500 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกมียอดขายแล้ว 1,018 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มรายได้ช่วงไตรมาส 3/57 น่าจะสูงกว่าไตรมาส 2/57 โดยปัจจุบันมียอดขายรอโอน(backlog) กว่า 2,000 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้รายได้ภายในปีนี้ประมาณ 75% หรือราว 1,500 ล้านบาท รวมถึงโครงการที่จะเปิดขายในครึ่งหลังน่าจะทยอยรับรู้ฯเข้ามาได้อีกบางส่วน

"8 เดือน ยอดขายราว 1,800 ล้านบาท อีก 1,200 ล้านบาทช่วง ก.ย.-ธ.ค.ก็จะมีโครงการเดิมที่เปิดขายอยู่ตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี และแนวโน้มไตรมาส 4 sentiment ดีขึ้นจากไตรมาส 3  เพราะโดยรวมผู้บริโภคมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้ออสังหาฯ จึงเชื่อแนวโน้มครึ่งหลังดีกว่าครึ่งแรก"นายสุธรรม กล่าว

ล่าสุด ในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดโครงการ"เดอะนิช ไอดี บางแค"คอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร(เฟส 1) มูลค่าโครงการ 690 ล้านบาท กระแสตอบรับดี


สำหรับงบซื้อที่ดินในปี 57 ที่บริษัทตั้งวงเงินไว้ที่ 1,000 ล้านบาทนั้น จนถึงขณะนี้ใช้ไปแล้ว 600 ล้านบาท เหลืออีก 400 ล้านบาทที่อยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดินเพิ่มเติม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

MPG

"แมงป่อง"ผนึกพันธมิตรไทย-เทศ เร่งขยายสาขาบุกตลาดออนไลน์ดันรายได้โต50%

updated: 09 ก.ค. 2557 เวลา 13:25:10 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
"แมงป่อง" ชูกลยุทธ์ซินเนอร์ยี่ จับมือพันธมิตรชั้นนำไทย-เทศ รุกธุรกิจไลฟ์สไตล์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ พร้อมตั้งเป้าขยายร้านกิซแมน ปีละ 5 สาขา รองรับความต้องการลูกค้ายุคดิจิทัล มั่นใจยอดขายเติบโต 15- 25% ตามเป้า พร้อมกลับมาเทรดในตลาดอีกครั้ง 9 ก.ค.นี้

นางกิตติ์ยาใจ ตรีเอกวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมงป่อง 1989 จำกัด (มหาชน) หรือ MPG เปิดเผยว่า ธุรกิจบันเทิงและไลฟ์สไตล์ เป็นธุรกิจที่มีการขยายตัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยบริษัทในฐานะผู้นำในธุรกิจด้านดังกล่าว ได้วางแผนที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตต่อไปผ่านกลยุทธ์การซินเนอร์ยี่ ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการเปิดสาขาเพิ่มในศูนย์การค้าต่าง ๆ

และเพื่อรับกับยุคของดิจิ ทัล รวมถึงตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ บริษัทตั้งเป้าการขยายร้านกิซแมน ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นปีละ 5 สาขา ด้วยงบฯลงทุน 10 ล้านบาท โดยจะมีสาขาครบ 15 แห่ง ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันมีสาขาแล้ว ที่สาขาเซ็นทรัล พระราม 3, สยามพารากอน, เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์, เดอะไนน์ พระราม 9 และ 55 มาร์เก็ต ศรีนครินทร์ 

นอกจาก นี้จะเน้นกลยุทธ์ในการทำตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เนื่องจากแนวโน้มการซื้อสินค้าทางออนไลน์มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทมีเว็บไซต์ mangpong.co.th และเว็บไซต์ gizmanlifestyle.com โดยคาดว่ายอดขายสินค้าทางออนไลน์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 30-50% ในปีนี้

ส่วน การดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป บริษัทจะให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย การเพิ่มรายได้ และคัดสรรเฉพาะลิขสิทธิ์ที่มีคุณภาพที่กำลังได้รับความนิยม โดยคำนึงถึงความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าให้โดดเด่น และการให้บริการที่ประทับใจแก่ลูกค้า

"บริษัทได้ผ่านหลักเกณฑ์ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้หุ้น MPG ได้กลับเข้ามาซื้อขายในตลาดเอ็มเอไออีกครั้ง ดีเดย์ 9 กรกฎาคมนี้ และมั่นใจว่าการมีสินค้าที่ทันสมัย ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ความบันเทิง ประสบการณ์ในการบริหารงาน บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ พันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทำเลที่ตั้งของสาขาในจังหวัดใหญ่ ๆ ทั่วประเทศ และฐานลูกค้าจำนวนมาก จะทำให้ยอดขายในปี 2557 บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือมีการเติบโตที่ 15-25% ได้อย่างแน่นอน" นางกิตติ์ยาใจกล่าวทิ้งท้าย

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รายได้และกำไรขั้นต้นของธุรกิจ โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์

เท่าที่ได้ศึกษาจากรายงานทางการเงินของบริษัทแห่งที่ทำธุรกิจ ขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์
พบว่า

1. ประมาณรายได้ต่อปี เท่ากับ 23 ล้านบาทต่อ เมกาวัตต์
2 กำไรขั้นต้นต่อปี เท่ากับ 17.27 ล้านบาทต่อเมกาวัตต์
3 ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ต่อเมกาวัตต์ เท่ากับ 100 ล้านบาท

จากตัวเลขนี้ ก็พอจะมองภาพธุรกิจนี้ออกบ้างครับ

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SAPPE

ภาพรวมการประกอบธุรกิจของบริษัท
ที่มา : หนังสือชี้ชวน

บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่มที่มุ่งเน้นนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ และความงามให้แก่ผู้บริโภค โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ภายใต้ 13 ตราสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่ง ประกอบด้วย

1) ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม (Functional Beverage Category) ได้แก่ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม ที่แค่ดื่ม...ก็สวย”, เซ็ปเป้ บิวติ ชอท เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม แบบเข้มข้น เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในเวลาอันรวดเร็ว เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบเข้มข้น สำหรับคนเมืองและคนทำงาน เน้น เรื่องการบำรุงสมองและก่รพักผ่อน เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนอันรวดเร็ว และ เซนต์ แอนนา เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม แบบเข้มข้น ในคอนเซ็ปต์สวยง่ายๆ ...สบายกระเป๋า

2) ผลิตภัณฑ์ประเภทน้าผลไม้ เครื่องดื่มแต่งกลิ่นผลไม้ (Fruit Juice / Juice Drink Category) ได้แก่ เซ็ปเป้ ฟอร์ วัน เดย์ น้ำผักผลไม้เข้มข้น 100% เหมาะกับคนที่รักสุขภาพแต่ไม่มีโอกาสหรือ เวลาได้กินผัก, โมกุ โมกุ น้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวรายแรกของตลาด มีจุดขายที่ชิ้นวุ้นขนาดใหญ่, ชิววี่ และ โคโค่ แครช เครื่องดื่มแต่งกลิ่นผลไม้น้ำผลไม้แต่งกลิ่นผสมวุ้นมะพร้าว และ เซ็ปเป้ อโล เวร่า ดริ้งค์ น้ำว่านหางจระเข้กลิ่นผลไม้ น้ำ ผลไม้แต่งกลิ่นผสมชิ้นว่านหางจระเข้

3) ผลิตภัณฑ์ประเภทผงพร้อมชง เพื่อสุขภาพ และ ความงาม (Functional Powder Category) ได้แก่ เพรียว คอฟฟี่ , สวิสส์ การ์เดน คอฟฟี่ และ สริมฟิต คอฟฟี่ ซึ่งเป็นกาแฟควบคุมน้ำหนัก เพื่อสุขภาพและ ความงาม และ เพรียว คลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นคลอโรฟิลล์ผงที่นำวัตถุดิบเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น มีคุณสมบัติในการช่วยดีท็อกซ์ขับล้างสารพิษ

4) ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มปรุงสาเร็จพร้อมดื่ม เพื่อสุขภาพ และ ความงาม (RTD Category) ได้แก่ เพรียว คอฟฟี่ แบบกระป๋อง

โดยในปี 2556 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในสัดส่วนร้อยละ 54.26 ร้อยละ 26.54 ร้อยละ 17 และร้อยละ 3 ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ และงวด 3 เดือนแรก ของปี 2557 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในสัดส่วนร้อยละ 17 ร้อยละ 66 ร้อยละ 16 และร้อยละ 1 ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ


ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในปี 2556 และงวด 3 เดือนแรกของปี 2557 มีสัดส่วนการขายในประเทศประมาณร้อยละ 52.31 และร้อยละ 38.98 ของรายได้จากการขายรวม และสัดส่วนการขายต่างประเทศประมาณร้อยละ 47.69 และร้อย ละ 61.02 ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ โดยการขายในประเทศผ่านช่องทางจำหน่ายหลัก 2 ช่องทาง ได้แก่ ช่องทาง การค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อ (Convenience store) ซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต เป็น ต้น และช่องทางจาหน่ายแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ได้แก่ การขายผ่านตัวแทนจำหน่าย (Distributor) 3 ราย สำหรับ การขายในต่างประเทศเป็นการขายผ่านตัวแทนนำเข้าสินค้า (Importer) ของแต่ละประเทศนั้นๆ และการขายผ่านตัวแทน จำหน่ายสินค้ำ โดยการส่งออกสินค้าของบริษัทได้รับการยอมรับกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย เอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟฟริกา อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ โดยในปี 2556 สัดส่วนการขายในต่างประเทศที่ ประมาณร้อยละ 48 ของรายได้จากการขายรวม ประกอบด้วยภูมิภาค (Region) ต่างๆ ได้แก่ กลุ่มประเทศแถบเอเชียร้อยละ 36 กลุ่มประเทศแถบยุโรปและอเมริการ้อยละ 7 กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและอื่นๆ ร้อยละ 5 ของรายได้จากการขายรวม ส่วนงวด 3 เดือนแรกของปี 2557 สัดส่วนการขายในต่างประเทศที่ประมาณร้อยละ 61 ของรายได้จากการขายรวม ประกอบด้วยภูมิภาค (Region) ต่างๆ ได้แก่ กลุ่มประเทศแถบเอเชียร้อยละ 52 กลุ่มประเทศแถบยุโรปและอเมริการ้อยละ 5 กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและอื่นๆ ร้อยละ 4 ของรายได้จากการขายรวม

โครงการในอนาคต

ทั้งนี้ ในปี 2557 บริษัทมีแผนลงทุนในอนำคต รวม 2 โครงกำร โดยเป็นกำรลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์
มูลค่ำเงินลงทุนรวมประมำณ 400-600 ล้ำนบำท โดยจะใช้แหล่งเงินทุนจำกกำรเสนอขำยหุ้นต่อประชำชนในครั้งนี้
รำยละเอียดมีดังนี้

1. โครงการลงทุนเพื่อขยายก้าลังการผลิตเครื่องบรรจุน้ำ มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 250-350 ล้านบาท เพื่อ
เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จากแผนธุรกิจของบริษัทในปี 2557 - 2559 บริษัทวางแผนผลิตจากประมาณการอุปสงค์รวมสูงสุด 120,000 ตันต่อปี ซึ่งจากข้อมูลในอดีต อุปสงค์ของสินค้ามีความผันผวนตามฤดูกาล โดยมียอดขายสูงสุดในเดือนมีนาคม ถึง สิงหาคม ทำให้กำลังการผลิตบางช่วงไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ตลอดจนการเติบโตของตลาดต่างประเทศ ที่ผ่านมาเติบโตสูงมาโดยตลอด ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตอีก 60,000 ตันต่อปี รวมเป็น 160,000 ตันต่อปี

2. โครงการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขวดเปล่า PET มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 150-250 ล้านบาท การลงทุนโครงการนี้จะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ลดปริมาณการใช้พลาสติก (เรซิน) สำหรับขวด PET และพัฒนาฝาเป็นเทคโนโลยีฝาสั้น (Short Neck) เพื่อเป็นการลดต้นทุนของสินค้า ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตขวดเปล่าประมาณ 164 ล้านขวดต่อปี คิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกำลังการผลิตของเครื่องบรรจุน้ำ โดยอุปทานส่วนที่ขาด บริษัทมีการจัดซื้อจาก Suppliers ภายนอก ทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าจ้างผลิต และค่าขนส่งขวดเปล่ามายังโรงงาน ดังนั้น เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น บริษัทจึงวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตขวดเปล่าเป็น 380 ล้านขวดต่อปี โดยจะสามารถลดการสั่งซื้อขวด PET และลดต้นทุนผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ


ตารางผลประกอบการสำคัญ


หุ้นไอพีโอ'เซ็ปเป้'ให้ส่วนลดนักลงทุน 42 %

วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2014 เวลา 14:23 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

เซ็ปเป้ ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯพันล้าน นำเงินขยายกำลังการผลิต  เคาะราคาไอพีโอ 13.50 บาท  ใจป้ำให้ส่วนลดนักลงทุน 42.1%  ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 30% จากปีก่อนปิดตัวเลข  2.4 พันล้านบาท แย้มหาพันธมิตรร่วมธุรกิจในเอเชีย

นายประเสริฐ ภัทรดิลก กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน)(บมจ.) (SAPPE) เปิดเผยว่า เซปเป้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) จำนวน 75 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 13.50 บาท  ซึ่งมีส่วนลดเพื่อจูงใจให้กับนักลงทุนถึง 42.1% โดยเทียบกับอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี เรโช) ของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันซึ่งอยู่ที่ 27.5 เท่า ขณะที่หุ้นเซปเป้ พี/อี อยู่ที่ 15.9 เท่า โดยช่วงราคาเหมาะสมที่สำนักวิเคราะห์ประเมินไว้อยู่ในช่วงระหว่าง 14.00-17.40 บาท

สำหรับสินค้าของเซปเป้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ภายใต้ 13 ตราสินค้าที่จำหน่ายในประเทศ ได้แก่ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม 2.ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำผลไม้ / เครื่องดื่มแต่งกลิ่นผลไม้  3.ผลิตภัณฑ์ประเภทผงพร้อมชง เพื่อสุขภาพและความงาม และ 4.ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มปรุงสำเร็จพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม นอกจากนี้ยังส่งออกไปจำหน่ายไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก ทั้งทวีปเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ โดยเป็นการจำหน่ายผ่านคู่ค้า ตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนนำเข้าสินค้า ผู้ค้าปลีกและร้านค้าย่อยในช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ
  
  นายอดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เซปเป้ กล่าวว่า  เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จำนวน 1.01 พันล้านบาท แบ่งนำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิตเครื่องบรรจุน้ำและการผลิตขวด PET อีก 60% จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 1 แสนตันต่อปี โดยจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 400 ล้านบาทเพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต ส่วนที่เหลือนำไปชำระเงินกู้ 105 ล้านบาท และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในบริษัท

    ขณะที่บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปีนี้ไว้ 30% จากปีก่อนมีรายได้อยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขาย 3-5 ปี จะเติบโตเฉลี่ยปีละ 25% ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากการส่งออกยังคงเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง และมีกำไรที่ดีกว่าในประเทศ โดยบริษัทมีการส่งออกมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ขณะที่บริษัทมองหาพันธมิตรร่วมธุรกิจเพิ่มเติมในเอเชีย จากที่ได้เข้าไปร่วมทุนในอินโดนีเซียและสโลวาเกียแล้ว โดยเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 60%  ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/57 มีรายได้รวมจากการขาย 774 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.26% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มีกำไรสุทธิ 146 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 449% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน 
  
  นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า  เครื่องดื่มแบรนด์ “เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์” ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นเบอร์ 1 ของตลาดฟังก์ชันนัลดริ้งค์สำหรับผู้หญิงในประเทศไทย และน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวแบรนด์ “โมกุ โมกุ” ที่ประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,958 วันที่ 19 - 21  มิถุนายน  พ.ศ. 2557

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

SKR

ลักษณะผลิตภัณฑ์หรือบริการ

บริษัทประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการสถานพยาบาล โดยมีโรงพยาบาลภายใต้การดำเนินการของบริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลศิครินทร์ และโรงพยาบาลรัทรินทร์ โรงพยาบาลทั้งสองแห่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครบทุกสาขา และเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยลักษณะการให้บริการของบริษัทสามารถจําแนกออกตามประเภทของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลได้ 2 ประเภท คือ ผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) 

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลภายใต้การดำเนินงาน คือ

โรงพยาบาลศิครินทร์ตั้งอยู่เลขที่ 4/29 หมู่ 10 ถนนศรีนครินทร์ แขวงบางนา เขตบางนา จังหวัด
กรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่บนเนื้อที่ดิน 11 ไร่ 81 ตารางวา เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2536  ปัจจุบันประกอบไปด้วยอาคารรักษาพยาบาล 3 อาคาร มีเตียงรองรับผู้ป่วยใน  235 เตียง และมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยนอกได้เฉลี่ย 2,800 คนต่อวัน

โรงพยาบาลรัทรินทร์ ตั้งอยู่เลขที่ 999/23-29 ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตําบลบางปูใหม่  อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ดินรวม 1 ไร่ 46 ตารางวา เปิดดําเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2536 มีเตียงรองรับผู้ป่วยใน 70 เตียง และมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยนอกได้เฉลี่ย 700 คนต่อวัน

ปัจจุบันบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียน 910 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 140 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 6.50 บาทและทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 650 ล้านบาท  แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 100 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 6.50 บาท







โครงการอนาคต

การขยายพื้นที่ศูนย์ศัลยกรรม และฉุกเฉิน
ด้วยผู้ป่วยกลุ่มศัลยกรรม และฉุกเฉิน มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีศักยภาพในการเติบโตสูง
มาก อีกทั้งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเป็น “Medical Emergency Center” จึงได้ลงทุนเพิ่ม เพื่อเพิ่มพื้นที่บริการของกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว ประกอบด้วย ห้องตรวจ 6 ห้อง, Treatment 2 ห้อง, OR Minor 1 ห้อง และ MRI 1 ห้อง

Asian Medical Center:ศูนย์บริการลูกค้าต่างชาติ
เป็นโครงการปรับปรุงพื้นที่การให้บริการสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งประกอบด้วยต่างชาติที่พักอาศัย
อยู่ในเมืองไทย (Expat) และต่างชาติที่เดินทางจากต่างประเทศมารักษาผ่านการทำตลาดโดยตัวแทนขาย (Agency) ซึ่งกลุ่มดังกล่าวนี้ ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นการเฉพาะ ดังนั้น ผู้ป่วยต่างชาติทุกรายที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลศิครินทร์ จะให้บริการผ่าน Asian Medical Center

โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลศิครินทร์ อาคาร 4
ซึ่งเป็นอาคารขนาด 12 ชั้น 1 หลัง และอาคารจอดรถขนาด 7 ชั้น 1 หลัง โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในไตรมาสที่ 3 ปี 2558



วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

TAE

ตารางผลประกอบการ



สถานการณ์เอธานอลปัจจุบัน

คาดว่าในปี 2557 นี้จะมีความสามารถในการผลิดเอธานอลทั้งหมดประมาณ 4 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน โดยช่วงนี้ไม่มีการส่งเอธานอลออกไปขายต่างประเทศ เพราะราคาในประเทศดีกว่า ดังนั้นจึงเป็นการผลิดเท่าที่มีความต้องการในประเทศเท่านั้น

เงื่อนไขสำคัญของธุรกิจเอธานอล

แม้ว่า ในอนาคตปริมาณการใช้เอธานอลจะมากขึ้นทุกปีก็ตาม แต่ราคาเอธานอลในประเทศนั้นกำหนดจากราคาเอธานอลของบราซิล บวกค่าขนส่ง ค่าประกัน ฯลฯ เข้าไป ส่วนวัตถุดิบคือ กากน้ำตาล มันสำปะหลัง และอ้อย นั้น มีราคาตามฤดูกาลไม่แน่นอน

และต้นทุนเอธานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลังจะสูงกว่า ผลิตจากกากน้ำตาล
เท่าที่รู้ ทางการกำหนดให้ผู้ซื้อต้องซื้อเอธานอลทั้งสองส่วนคือ ที่ผลิตจากมันสำปะหลัง และผลิตจากกากน้ำตาล โดยมีอัตราส่วนที่แน่นอนว่า เท่าไหร่

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ธุรกิจเอธานอลนั้น ราคาขายควบคุมไม่ได้ ต้นทุนวัตถุดิบก็ควบคุมไม่ได้ ซึ่งก็เหมือนกับธุรกิจ ผลิตน้ำตาลทราย กลั่นน้ำมัน ฯลฯ ดังนั้นไม่แน่นอนว่า ยอดขายที่สูงขึ้น แล้วจะได้กำไรสุทธิมากขึ้นตามไปด้วย

ราคาหุ้นที่เหมาะสม
ดังจะเห็นได้จากเงื่อนไขทางธุรกิจ ดังนั้นราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ จึงไม่สามารถมีค่าได้สูง น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ ธุรกิจน้ำตาล หรือ ธุรกิจกลั่นน้้ำมัน เป็นต้น คืออยู่ราวๆ 10 เท่า

ปล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของ จขกท

------------------------------------------------------------------------
ข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเอทานอล

ไทยอะโกรฯจ่อผุดรง.เอทานอล
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน 2014 เวลา 14:31 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

ไทยอะโกรฯ เตรียมลุยตลาดเอทานอลเพื่อขายกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีในประเทศ หวังเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ หวั่นในอนาคตแผนส่งเสริมเอทานอลเพื่อผลิตเป็นพลังงานอาจไม่เป็นตามเป้า ล่าสุดอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้จับมือพันธมิตรโรงงานหีบอ้อยผุดโรงงานเอทานอลเพิ่มอีก 1.5-2 แสนลิตรต่อวัน หวังขึ้นแท่นผู้ผลิตเอทานอลอันดับ 2 กำลังการผลิตเกิน 5 แสนลิตรต่อวัน

นายสมชาย โล่ห์วิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยอะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือทีเออี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ความต้องการเอทานอลในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น คาดว่าสิ้นปีจะอยู่ที่ระดับ 2.8 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.5-2.6 ล้านลิตรต่อวัน มาจากนโยบายการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ของกระทรวงพลังงาน แต่ในอนาคตหากยังติดปัญหาความยืดเยื้อทางการเมืองอาจทำให้ความต้องการเอทานอลเพื่อใช้ในภาคพลังงานชะลอตัวลง ดังนั้นบริษัทจึงมีแนวคิดที่จะผลิตเอทานอลเพื่อส่งขายในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี ป้อนให้กับลูกค้าในประเทศ เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มเคมีต้องนำเข้าเอทานอลบริสุทธิ์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตจำนวนมาก

โดยปัจจุบันบริษัทผลิตเอทานอลอยู่ที่ระดับ 70-80% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่ 3.65 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งจะขายเอทานอลที่ผลิตได้ทั้งหมดให้กับกลุ่มบริษัทน้ำมันเป็นหลัก อาทิ กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอสโซ่(ประเทศไทย) จำกัด ดังนั้นหากจะขยายไปยังลูกค้ากลุ่มเคมี จำเป็นต้องมีโรงงานเอทานอลเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโรงงานเอทานอล โดยกำลังการผลิตที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 1.5-2 แสนลิตรต่อวัน จะทำให้กำลังการผลิตของบริษัทเพิ่มเป็นกว่า 5 แสนลิตรต่อวัน

"ราคาเอทานอลที่ขายในกลุ่มเคมีจะต้องมีความบริสุทธิ์มากกว่าการใช้ในภาคพลังงาน หากต้องการขายให้กับกลุ่มนี้จะต้องปรับปรุงหอกลั่นใหม่ แต่ตอนนี้ความต้องการเอทานอลในภาคพลังงานยังดี ไม่ได้ชะลอตัวลง จึงเน้นขายให้กับกลุ่มพลังงานก่อน ส่วนในอนาคตหากความต้องการเอทานอลในภาคพลังงานนิ่งๆ หรือไม่เติบโต บริษัทก็จะหันมาขายให้กับกลุ่มเคมีแทน ซึ่งมีราคาแพงกว่า ตลาดกว้างกว่า โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์และจีน ยังมีความต้องการใช้เอทานอลเพื่อเคมีสูงขึ้น" นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวอีกว่า สำหรับแผนลงทุนของบริษัทในระยะสั้นจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 3 เมกะวัตต์ให้เสร็จภายในปี 2557 แบ่งเป็นเฟสแรก 1 เมกะวัตต์ จะเดินเครื่องภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และเฟส 2 เสร็จในเดือนกรกฎาคมนี้ ล่าสุดมีความคืบหน้าโครงการก่อสร้างไปแล้ว 70% ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะนำมาใช้ในโรงงานของบริษัททั้งหมด เชื่อว่าจะสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ประมาณ 75 ล้านบาทต่อปี ส่วนแผนลงทุนในระยะยาว ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในธุรกิจเอทานอล ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องการให้บริษัทเป็นธุรกิจที่มีความครบวงจร อาทิ การศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมทุนในโรงงานหีบอ้อย เพื่อนำกากน้ำตาล หรือโมลาสมาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานเอทานอลของบริษัท ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ จากปัจจุบันทำสัญญาซื้อระยะยาวจากโรงงานน้ำตาลมิตรผล ขณะเดียวกันยังสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพเพื่อขายเข้าระบบด้ว

นอกจากนี้ หากแผนลงทุนโรงงานเอทานอลแห่งใหม่ของบริษัทเกิดขึ้น จะทำให้ไทยอะโกรฯ มีกำลังการผลิตมากกว่า 5 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งจะเป็นผู้ผลิตเอทานอลอันดับ 2 ของประเทศ จากปัจจุบันเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของประเทศ รองจากกลุ่มมิตรผล และอุบลเอทานอล อย่างไรก็ตามหากการส่งเสริมบรรลุเป้าหมายการใช้เอทานอลให้ถึง 9 ล้านลิตรต่อวัน ภายในปี 2564 เชื่อว่าในอนาคตไทยจะสามารถขึ้นเป็นฮับเอทานอลได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการจะเดินหน้าผลักดันการใช้เอทานอลให้ได้ตามเป้า จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐในการผลักดันการใช้แก๊สโซฮอล์อี 20 ซึ่งรถยนต์รุ่นใหม่ก็สามารถใช้ได้ การทำตลาดแก๊สโซฮอล์อี 85 รวมทั้งการส่งเสริมการส่งออกเอทานอลด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 34 ฉบับที่ 2,943 วันที่ 27 - 30 เมษายน พ.ศ. 2557

เอทานอลสหรัฐตีตลาดเอเชีย
By สำนักข่าวไทย TNA News | 4 ก.พ. 2557 18:35

กทม. 4 ก.พ. - นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเอทานอลจากสหรัฐเข้ามาตีตลาดในเอเชีย โดยจำหน่ายให้ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ราคาต่ำประมาณ 19 บาทต่อลิตร ผู้ผลิตในไทยจึงไม่มีการส่งออกประกอบกับราคาในไทยสูงกว่า โดยไตรมาส 1/2557 ราคาอยู่ที่ 25-26 บาทต่อลิตร คาดไตรมาส 2 ประมาณ 25 บาทต่อลิตร ซึ่งการชุมนุมทางการเมืองไม่ได้มีผลต่อราคาเอทานอลแต่อย่างใด

“แม้สหรัฐจะเข้ามาตีตลาดเอทานอลในเอเชีย ก็เป็นเรื่องปกติการค้าขายในโลก และไม่กระทบต่อตลาดเอทานอลของไทย เพราะยอดผลิตใกล้เคียงกับความต้องการ” นายสิริวุทธิ์ กล่าว

ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานเอทานอล 2 โรงงาน กำลังผลิต 4 ล้านลิตรต่อวัน ผลิตจากกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง ขณะที่ความต้องการเมื่อเดือนธันวาคม อยู่ที่ 2.8 ล้านลิตรต่อวัน และคาดว่าปีนี้ความต้องการจะเพิ่มสูงกว่า 3 ล้านลิตรต่อวัน และจะมีโรงงานแห่งใหม่ผลิตจากมันฯ เกิดขึ้น 3 แห่ง กำลังผลิตอีกเกือบ 1 ล้านลิตรต่อวัน โดยปัจจัยที่ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อประเทศไทยยกเลิกเบนซิน 91 ปั๊มน้ำมันได้เปลี่ยนมาจำหน่ายอี 20 เพิ่มขึ้น จะเห็นว่าปั๊มต่างชาติก็ขายอี 20 แล้ว

นอกจากนี้ยังมีปั๊มอี 85 กระจายไปต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หากบรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น ประชาชนมีการท่องเที่ยวจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็คาดว่าความต้องการจะสูงขึ้นกว่านี้ โดยปี 2556 เดิมคาดสิ้นปีเอทานอลจะมียอดใช้ 3 ล้านลิตรต่อวัน แต่สุดท้ายอยู่ที่ 2.8 ล้านลิตรต่อวัน .- สำนักข่าวไทย

----------------------------------------------------------------------------------

----------------------------------------------------

'ปิยสวัสดิ์'หวั่นยกเลิกกองทุนน้ำมันทำธุรกิจเอทานอลตาย

ฐานออนไลน์ วันอังคารที่ 24 มิถุนายน 2014 เวลา 14:53 น.

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยในงานสัมมนาปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนของไทย ว่า กรณีมีกลุ่มผู้สนับสนุนยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มองว่าการจะยกเลิกกองทุนฯหรือไม่นั้นจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม เพราะเป้าหมายหลักของการจัดตั้งกองทุนฯเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน แต่ปัจจุบันกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง เป็นการนำมาใช้เพื่อนโยบายประชานิยม ซึ่งควรยุติได้แล้ว แต่ควรใช้กองทุนฯในทางที่ถูกต้อง โดยเห็นด้วยกับการนำเงินจากกองทุนฯอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ อาทิ เอทานอล ทำให้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์กับเบนซินแตกต่างกัน แต่หากไม่มีกองทุนฯจะทำให้ราคาน้ำมันดังกล่าวใกล้เคียงกัน อาจทำให้ผู้บริโภคไม่สนใจแก๊สโซฮอล์ เพราะมีอัตราการสิ้นเปลืองมากกว่า สุดท้ายผู้บริโภคก็จะเลือกใช้แต่เบนซินเท่านั้น ส่งผลให้ธุรกิจเอทานอลต้องล้มละลาย เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกันไทยก็ต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย

"หากมีการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ อาจนำเงินจากกองทุนอนุรักษ์ฯมาใชัส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพแทน เพราะหากปล่อยให้ราคาเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ใกลัเคียงกันก็จะกระทบต่อนโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทน ขณะเดียวกันก็กระทบต่อเกษตรกรด้วย"

สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงในอิรักส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอิรักเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันในระดับ 3ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นการที่ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลก ทำใฟ้มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีกหากสถานการณ์บานปลาย ดังนั้นจึงเป็นความเสี่ยงของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันในระดับสูง

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยอยู่ที่ประมาณ7-15ปี ดังนั้นสิ่งสำคัญคือไทยจำเป็นต้องสำรวจแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม ส่วนการเปิดประมูลสัมปานรอบที่21อยู่ระหว่างการพิจารณาของ คสช. หากภาครัฐมีการกำหนดแบ่งปันผลประโยชน์ที่ดึงดูดใจ ปตท.สผ.ก็สนใจประมูล อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าแปลงสัมปทานในประเทศไทย หากเป็นแปลงที่ยังไม่เคยขุดเจาะสำรวจมีโอกาสพบน้ำมันหรือก๊าซเพียง 10% เท่านั้น