วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ราชสีห์กับอูฐ


ราชสีห์กับอูฐ
นิทานสอนคติธรรม ปัญจตันตระ ของอินเดียโบราณ

…...ในป่าลึกแห่งเขาหิมาลัย ราชสีห์ จ้าวป่าผู้ยิ่งใหญ่ชื่อว่า มะทตกตะ มีบริวารรอบข้างที่ใกล้ชิดเป็นที่ปรึกษาใหญ่ 3 ตัวคือ 
เสือดาว สุนัขจิ้งจอก และอีกา

วันหนึ่ง มีอูฐหลงทางเข้ามาในป่าตัวหนึ่ง ชื่อว่า กระทันตะ เข้ามาอาศัยในพื้นที่ของป่านั้น ราชสีห์เห็นอูฐมีรูปร่างผิดประหลาดจาก
สัตว์อื่นๆ ในป่า จึงถามที่ปรึกษาทั้งสามว่า ทราบไหมว่า อูฐนั้นเป็นสัตว์พื้นที่ หรือสัตว์จากป่าอื่น

อีการีบตอบทันทีว่า มันเป็นสัตว์พื้นที่นั้นแหละ แต่รูปร่างผิดประหลาดอย่างนี้ เหมาะสำหรับฆ่ากินเป็นอาหารเสียมากกว่าอย่างอื่น 
เพราะความผิดประหลาด ไม่เหมาะสำหรับการอื่น

ราชสีห์ตอบว่า ข้าไม่สามารถกินมันลงได้ เพราะสัตว์ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นนั้น โบราณท่านสอนเอาไว้ว่า ไม่ควรฆ่า แม้ว่ามันจะเป็น
ศัตรูที่เปลี่ยนมานับถือเราเอง การฆ่าสัตว์แบบนี้ เลวร้ายยิ่งกว่าฆ่าพราหมณ์ 100 คนเสียอีก ไปนำมันมาหาข้าดีกว่า

สัตว์ทั้งสามตัว จึงไปหาอูฐและออกคำสั่งแกมบังคับให้เจ้าอูฐมายืนต่อหน้าราชสีห์ เจ้าอูฐเล่าเรื่องของมันว่า ตัวของมันนั้นเทียม
สินค้าบนหลังมาในกองเกวียนสินค้าของพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่ผ่านมาทางป่านี้ และหลงทางไปไหนไม่ถูก

ราชสีห์ จึงบอกกับอูฐว่า เจ้าจะกลับไปสู่หมู่บ้านคนเพื่อแบกพันธะอันหนักอึ้งไปทำไมกัน อยู่ในป่ากับพวกข้าเถอะ เรามีหญ้าอ่อน
และผลไม้เหลือเฟือให้เจ้า

เจ้าอูฐจึงอาศัยในป่านั้นต่อมา

วันหนึ่งราชสีห์ได้ต่อสู้ห้ำหั่นกับพญาช้างสารตัวมหึมา และถูกเจ้าช้างพลายเล่นงานเอาสะบักสะบอม ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนกระทั่ง
อ่อนแอเกินจะไปล่าเหยื่อได้ยาวนาน ทำให้ผอมโซจนกระดิกกระเดี้ยตัวแทบไม่ได้ ราชสีห์จึงสั่งการให้ที่ปรึกษาทั้งสามตัวไปหา
สัตว์อื่นมาประทังความหิว 

“เจ้าไปเอาตัวมันมา แล้วข้าจะฆ่ามันให้พวกเจ้ากินให้ทั่วหน้า”

เสือดาว สุนัขจิ้งจอก และอีกา เพียรพยายามทำตามคำสั่งอย่างจริงจังนานหลายวัน ก็ปรากฏว่า หาสัตว์อื่นในบริเวณใกล้เคียง
มาเป็นอาหารไม่ได้ สุนัขจิ้งจอกจึงหารืออีกาว่า 

“ทำไมเราต้องเสียเวลาหาอาหารไกลๆ ให้เหนื่อยล่ะ ในเมื่อใกล้ๆ เรา มีเจ้าอูฐตัวอ้วนอยู่ทนโท่ ฆ่ามันเสียเถอะ”

สุนัขจิ้งจอกไปถึงราชสีห์และรายงานว่า “นายท่าน พวกข้าได้เพียรเสาะหาไปทั่วทุกซอกมุมของป่า และไม่พบสัตว์ให้ไล่ล่าเลย 
พวกเราเหนื่อยล้าเหลือเกินแล้วและหิวด้วย เหมือนกับนายท่านนั่นแหละ ข้าจึงขอปรึกษานายท่านว่าเอาเจ้าอูฐนั่นเป็นอาหารกันเถอะ”

ราชสีห์สั่นหน้าแรง ตอบว่า “เจ้าคนบาป หากเจ้าพูดอีกคำ ข้าจะฆ่าเจ้าเป็นตัวแรกเสียเอง ข้าให้คำพูดเป็นสัตย์ไปกับมันแล้ว
จะฆ่ามันได้อย่างไร แกไม่เคยได้ยินคำโบราณหรอกหรือที่ว่า ไม่มีของขวัญใดหรืออาหารใดจะยิ่งใหญ่กว่าการให้ความคุ้มครอง”

สุนัขจิ้งจอกเพ็ดทูลว่า “นั่นถูกของนายท่าน หากว่าท่านเป็นคนพูดเสียเอง แต่หากเจ้าอูฐมันเสนอตัวขอเป็นอาหารเอง บาปย่อม
ไม่ตกกับนายท่านมิใช่หรือ ข้าอยากบอกนายท่านว่า หากเจ้าอูฐไม่ได้เสนอตัวเอง พวกข้าจะยอมให้ท่านฆ่าเสียเอง เพราะข้าทน
ไม่ได้ที่จะให้นายท่านต้องตายเพราะโหยหิว”

ราชสีห์พยักหน้าตอบว่า “คำของเจ้าก็ดูมีเหตุผลอยู่หรอก”

เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงเรียกเสือดาวและอีกามาปรึกษา แล้วก็มีความเห็นร่วมกันว่า พวกมันจะทยอยเสนอตัวเข้าไปให้ราชสีห์ฆ่าเสีย 
จากนั้นราชสีห์จะทำการปฏิเสธ ซึ่งจะทำให้พวกมันพ้นจากพันธะรับผิดชอบใดๆ เพราะว่า สัตว์ที่ปล่อยให้เจ้านายตนเองตาย
เพราะหิวโหยนั้น มีปลายทางในนรกอย่างเดียว

อีกาเริ่มต้นบินไปหาราชสีห์ จากนั้นก็ขอเสนอตัวเป็นอาหารเพื่อคลายหิว แต่สุนัขจิ้งจอกก็รุดตามไปบอกว่า อีกาตัวเล็กเกินไปที่
จะประทังความหิวโหยของราชสีห์ ดังนั้นมันจึงขอเสนอตัวเป็นอาหารแทน

ยังไม่ทันราชสีห์จะตอบ เจ้าเสือดาวก็วิ่งรี่เข้ามาคัดค้านว่า สุนัขจิ้งจอกผอมโซเกินกว่าจะทำให้เจ้านายอิ่มจนมีสุขภาพแข็งแรงได้ 
จึงขอเสนอตัวเองแทน

ขณะที่ราชสีห์กำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี เจ้าอูฐที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็ฉุกคิดขึ้นว่า 

“ที่ปรึกษารอบข้างของเจ้าป่านี้ ช่างภักดีต่อนายของมันเสียจริง แล้วจ้าวป่าก็ช่างกรุณาอย่างยิ่ง ไม่ยอมกินพวกมัน ข้าประทับใจ
ยิ่งนัก ข้าน่าจะไปเสนอตัวกับพวกมันบ้างท่าจะดี เพราะมันก็คงจะคัดค้านข้าเช่นกัน”

คิดดังนั้น เจ้าอูฐจึงพาร่างอันหนาเตอะของมันเข้าไปหาราชสีห์ แล้วบอกว่า 

“ช้าก่อนนายท่าน ท่านจะกินเสือดาว ซึ่งเป็นสัตว์พันธุ์เดียวกับท่านได้อย่างไรกัน เพราะนายย่อมไม่กินบ่าวพันธุ์เดียวกัน 
ดังนั้น ท่านควรจะกินข้าเสียดีกว่า”

ได้ยินเจ้าอูฐพูดดังนั้น เสือดาวและสุนัขจิ้งจอก จึงจัดการฉีกเจ้าอูฐเป็นชิ้นๆ

ราชสีห์ และที่ปรึกษาทั้งสาม จึงอิ่มหมีพีมันกับซากเจ้าอูฐในมื้อนั้นและมื้อต่อๆ ไปอีกหลายวัน